วันพฤหัสบดีที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ชิฟฟ่อนเค้กมะพร้าวอ่อน

สวัสดีทุกคนค่า วันนี้ติ๊กจะชวนทุกคนมาลองทำชิฟฟ่อนเค้กมะพร้าวอ่อน สูตรแม่เดียร์ค่ะ เป็นสูตรที่อร่อยมากๆ อีกหนึ่งสูตร ย้อนไปหลายปีก่อนสูตรนี้ฮิตมาก เป็นเมนูอมตะที่ทำขายก็ดี ทำแจกใครก็เป็นที่ชื่นชอบ ติ๊กรับประกันสูตรนี้อร่อยแน่นอน 99% อีก 1% ละไว้ให้สำหรับคนไม่ชอบทานมะพร้าวนะจ๊ะ


เรามาดูสูตรชิฟฟ่อนมะพร้าวอ่อน สูตรแม่เดียร์กันค่ะ
พิมพ์ที่ใช้พิมพ์ฟอยกลมเบอร์ 3207 (1 สูตรได้ 7 ถ้วย)

ส่วนผสมแห้ง
  1. แป้งเค้ก 70 กรัม (ติ๊กร่อนแป้งเค้กด้วยกระชอนถี่ไว้ก่อนแล้ว 1 รอบ ก่อนที่จะนำมาร่อนลงในโถผสมค่ะ)
  2. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา (สูตรเดิมใช้ 1/2 ช้อนชาค่ะ ติ๊กปรับใส่น้อยลง)

ส่วนผสมของเหลว
  1. ไข่แดง 3 ฟอง (เบอร์ศูนย์)
  2. น้ำตาลทราย 10 กรัม (สูตรเดิม 25 กรัม ติ๊กลดลงไป แต่ไปใส่เพิ่มตอนตีไข่ขาวแทน)
  3. น้ำมะพร้าว 60 กรัม
  4. น้ำมันมะพร้าว 20 กรัม 
  5. น้ำมันทานตะวัน 30 กรัม
ในสูตรบอกใช้น้ำมันพืช ติ๊กเลยเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวใส่ไป แต่ไม่ได้ใส่เต็มสููตร เพราะเคยใส่แล้วเค้กที่อบได้เนื้อฉ่ำมาก และมีกลิ่นมะพร้าวฉุนไปค่ะ เลยปรับสัดส่วนเติมน้ำมันทานตะวันผสมไปด้วย

ตามสูตรนี้ไม่ต้องใส่กลิ่นวนิลลา และกลิ่นมะพร้าวแล้วนะคะ เพราะเราได้กลิ่นจากตัวน้ำมะพร้าว และ น้ำมันมะพร้าว อบแล้วหอมมากๆ จนไม่ต้องเติมกลิ่นใดๆเพิ่มเติมเลย

ส่วนผสมเมอแรงค์
  1. ไข่ขาว 3 ฟอง (เบอร์ศูนย์)
  2. น้ำตาลป่น 70 กรัม
  3. ครีมออฟทาทาร์ 1/4 ช้อนชา (หรือน้ำมะนาวทดแทนกันได้ค่ะ)
ท้อปปิ้ง 
  1. เนื้อมะพร้าวอ่อนตามชอบ

วิธีทำชิฟฟ่อนเค้กมะพร้าว

  1. วอร์มเตาอบด้วยไฟ 170 องศา
  2. ร่อนแป้งเค้กด้วยกระชอนถี่เตรียมไว้ก่อนนะคะ จะได้ผสมกับไข่แดงได้ง่ายแป้งจะได้ไม่จับเป็นก้อน
  3. ตีไข่แดงกับน้ำตาลทราย ติ๊กเลือกใช้น้ำตาลทรายเพราะจะได้ใช้เวลาในการตีนานพอ ที่จะทำให้น้ำตาลละลายเกือบหมด ไข่แดงก็จะเป็นสีเหลืองนวล ทำให้ผสมกับแป้งได้ง่ายขึ้นค่ะ แต่ก่อนติ๊กทำชิฟฟ่อนเค้ก ก็ไม่ได้ตีไข่แดงกับน้ำตาลให้เป็นครีมหรอกนะคะ พึ่งจะมาทำเอาหลังๆนี่เอง เพราะไปเห็นพวกช่องยูทูปญี่ปุ่นเขาทำกัน เลยลองบ้าง แล้วพบว่าส่วนผสมเข้ากันง่ายดี แป้งไม่จับตัวเป็นก้อนกับไข่แดง
  4. เมื่อตีไข่แดงกับน้ำตาลละลายดีแล้ว ใส่น้ำมะพร้าว และน้ำมันลงไปผสมให้เข้ากัน
  5. ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ ลงไป และตะล่อมให้เข้ากันจนไม่เห็นแป้งเป็นเม็ดๆ ก็หยุดค่ะ ถ้าคนนานๆ แป้งจะเหนียวได้ค่ะ แล้วเราก็พักแป้งเอาไว้ก่อนนะคะ
  6. มาทำเมอแรงค์กันต่อค่ะ นำไข่ขาวมาตีด้วยสปีด 3 ตีจนขึ้นเป็นฟองหยาบ และใส่ครีมออฟทาทาร์ หรือ น้ำมะนาวลงไป ตีต่อจนไข่ขึ้นเป็นฟองละเอียด ก็ทะยอยใส่น้ำตาลป่นลงไปค่ะ ตีไปเรื่อยๆจนไข่ขาวจะมีความเงาขึ้น และเนื้อละเอียดมีลักษณะเป็นครีม เราจะเริ่มเห็นรอยตะกร้อตีจางๆ ก็ให้ทำการหยุดตี เช็คเมอแรงค์ ซึ่งจุดนี้เมอแรงค์ตั้งยอดอ่อนได้แล้วนะคะ แต่ว่าอาจจะอ่อนปวกเปียกแบบเหลว ไม่แข็งแรง 
  7. ให้เดินเครื่องตีต่อจนเราเริ่มเห็นรอยตะกร้อชัดขึ้น ตรงจุดนี้ให้ระวังในการตีนะคะ รอยตะกร้อยิ่งชัดมาก แสดงว่าเมอแรงค์ก็ยิ่งเฟิร์มมากขึ้น ถ้าตีมากเกินไปฟองอากาศจะเยอะมาก ตีให้ได้จุด Firm Peak ก็เป็นอันใช้ได้ค่ะ 
  8. เมื่อได้เมอแรงค์ตามที่ต้องการ ก็นำแบ่งใส่ 3 ส่วน ผสมลงในส่วนผสมของแป้งที่เตรียมไว้เมื่อสักครู่ ทำการตะล่อมให้เข้ากัน เมอแรงค์ที่ตีได้ที่จะผสมง่ายมาก และไม่ยุบตัวง่ายนะคะ
  9. เมื่อผสมเข้ากันไม่เห็นไข่ขาว ให้ตะล่อมปาดก้นโถ และด้านข้างต่ออีกสัก 10-15 รอบ ให้เนื้อเนียนยิ่งขึ้น และให้แน่ใจว่าผสมไข่ขาวได้ดีแล้วจริงๆ
  10. เทแบทเทอร์ลงในพิมพ์ ติ๊กใช้พิมพ์ฟอยด์กลม อบพวกทาร์ตพาย เบอร์ 3207 เทแบทเทอร์ลงไป 4/5 ของพิมพ์ เวลาอบออกมาเค้กจะขึ้นฟูเต็มขอบสวยงามพอดีเป๊ะค่ะ
  11. ติ๊กใช้ไม้จิ้มฟัน มาวนๆ แบทเทอร์เป็นการตัดฟองอากาศใหญ่ และเกลี่ยแบทเทอร์ให้กระจายตัว เมื่อวนเสร็จแล้วให้กระแทกพิมพ์ 3-5 ครั้งไล่ฟองอากาศอีกทีนะคะ (ในคลิปติ๊กลืมกระแทกพิมพ์ เลยทำให้มีฟองอากาศใหญ่อยู่ก้นเค้ก)
  12. นำเนื้อมะพร้าวมาตกแต่งด้านหน้าเค้กตามใจชอบค่ะ
  13. จากนั้นนำไปอบ ติ๊กอบไฟล่าง 170 องศาเป็นเวลา 8 นาที และเปลี่ยนเป็นไฟบนล่าง อบต่ออีก 5 นาที เพื่อให้หน้าเค้กสวย
  14. เมื่อเค้กสุกดีแล้ว ให้นำออกจากเตา พักทิ้งเค้กบนตะแกรงให้เย็น ก็ปิดฝาได้เลยค่ะ
ควรเก็บเค้กมะพร้าวอ่อนในตู้เย็นนะคะ เพราะเราใส่น้ำมะพร้าว และเนื้อมะพร้าว จะทำให้เค้กนี้เสียได้ง่าย ควรเก็บในตู้เย็นตลอดเวลาจนกว่าจะทาน



ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking



วันพฤหัสบดีที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2560

ซาลาเปาไส้หมูสับ


สวัสดีทุกคนค่า จากคราวก่อนที่ติ๊กได้ทำหมั่นโถวไป และได้แบ่งแป้งโดว์ครึ่งนึงมาเก็บไว้ เพื่อมาทำซาลาเปาใส่ไส้หมูสับ วันนี้ติ๊กก็ได้เตรียมเครื่องหมูสับไว้พร้อมแล้ว ก็เลยมาชวนทุกคนมาเข้าครัวอีกครั้ง มาทำซาลาเปาไส้หมูสับกันค่า



ในสูตรนี้ ติ๊กจะไม่กล่าวถึงตัวแป้งซาลาเปาแล้วนะคะ ว่าทำอย่างไร สามารถดูสูตรแป้งได้ที่ http://www.msandmrsbrown.com/2017/05/chinese-stream-bun-ep1.html

สูตรไส้หมูสับ *จะทำได้ 18 ลูก พอดีกับสูตรแป้งซาลาเปา*
  1. หมูสับ 400 กรัม (ควรอยู่ในอุณหภูมิเย็นจัด ให้นำไปแช่ฟรีชสัก 1-2 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้)
  2. กระเทียมโขลก 15 กรัม
  3. รากผักชีโขลก 5 กรัม
  4. หอมแดงสับละเอียด 20 กรัม
  5. ต้นหอมซอย 10 กรัม
  6. ซี้อิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  7. ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ
  8. ผงปรุงรสหมู 1 ช้อนชา
  9. พริกไทยขาว 1/2 ช้อนชา
  10. พริกไทยดำ 1/2 ช้อนชา
  11. น้ำตาลป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  12. แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
  13. ผงฟู 1/4 ช้อนชา
  14. น้ำมันงา (ใส่ตามชอบแต่ไม่จำเป็น)
  15. เหล้าจีน (ใส่ตามชอบแต่ไม่จำเป็น)

วิธีทำไส้หมูสับ
  1. นำทุกอย่างมาผสมกัน และนวดให้เนื้อหมูสับมีความเหนียวหนึบ แล้วพักไว้ในตู้เย็นจนกว่าจะนำออกมาใช้
  2. แบ่งแป้งโดว์ก้อนละ 40 กรัม ปั้นเป็นวงกลมให้เรียบร้อย แล้วให้หยิบแป้งมาขึ้นรูปโดยเรียงจากก้อนที่เราปั้นเสร็จก่อนตามลำดับ
  3. ติ๊กขึ้นรูปรอบละ 3 ลูก นำแป้งออกมารีดเป็นแผ่นวงกลม โดยให้รีดขอบแป้งบางกว่าตรงกลาง *ถ้าแป้งโดว์ติดไม้โรล หรือ โต๊ะ สามารถใช้แป้งซาลาเปาโรยแป้งโดว์ได้เท่าที่จำเป็น*
  4. ตักไส้หมูสับประมาณ 1 ช้อนโต๊ะพูนเล็กน้อย ต่อ 1 ลูก ก็จะใส่ได้พอดีกับสูตรแป้ง 18 ลูก สามารถใส่ไข่เค็ม ไข่ต้ม กุนเชียง เห็ดหอม ได้ตามชอบ
  5. จากนั้นก็ห่อซาลาเปา จะห่อแบบไหนก็ได้ ตามที่เราถนัด แต่ต้องห่อปิดปากซาลาเปาให้สนิทดี เพื่อไม่ให้ตอนพักแป้ง และตอนนึ่งแป้งซาลาจะพองตัวดันออก ทำให้ซาลาเปาปากอ้าแตกไม่สวย *ด้วยที่สูตรนี้ไม่ใช่ซาลาเปาหน้าแตก ดังนั้นเมื่อแป้งถูกดันให้แตกออก มันจะแตกไม่สวย จะดูเหมือนซาลาปากอ้ามากกว่า*
  6. เมื่อห่อไส้ครบทุกลูก ก็พักแป้ง 30-40 นาที หรือจนแป้งโดว์ขึ้นฟู 80% ของเท่านึง ระหว่างนี้อย่าลืมไปต้มน้ำในลังถึงรอไว้เลยค่ะ
  7. เมื่อแป้งโดว์ขึ้นฟูดีแล้ว ก็นำไปนึ่ง นึ่งไฟแรงปานกลาง 12 นาที ระหว่างนึ่งห้ามเปิดฝาซึ้งเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นซาลาเปาจะยุบฟีบและติดเหลือง
  8. นึ่งเสร็จแล้ว ให้ปิดเตา นำซาลาเปาออกจากซึ้ง หรือจะพักไว้ในซึ้งก่อนก็ได้ โดยให้เราเปิดฝาหม้อเพื่อระบายความร้อนในซึ้งออกมา นำผ้ามาเช็ดฝาด้านในให้แห้งก่อนจะปิดฝาอีกครั้ง 

*ไม่ควรพักซาลาเปาทิ้งไว้ในซึ้งนานเกินชั่วโมง อาจทำให้ซาลาเปาแฉะได้
*การเก็บซาลาเปา นำซาลาเปาออกมาพักไว้บนตะแกรงให้เย็นสนิท แล้วเก็บใส่ถุงหรือภาชนะให้มิดชิด แล้วเก็บใส่ตู้เย็น เนื่องจากเป็นซาลาเปาใส่ไส้ ไม่ควรเก็บตู้เย็นนานเกิน 3 วัน 
*ถ้าทำเยอะทานไม่หมด ให้นำไปแช่ฟรีช สามารถยืดอายุการเก็บได้นานเป็นเดือน เมื่อต้องการจะทานก็นำออกมาวางไว้ในอุณหภูมิห้องจนหายแข็ง แล้วนำไปเวฟพร้อมกับน้ำร้อนจัดไม่เกิน 1 นาที ก็ได้ซาลาเปาร้อนๆ อร่อยเหมือนเดิมค่ะ






ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันจันทร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ซาลาเปา (หมั่นโถว)

สวัสดีทุกคนค่ะ วันนี้ติ๊กจะชวนทุกคนมาทำซาลาเปาไร้ไส้ หรือที่เราเรียกกันว่า "หมั่นโถว" ค่ะ อันที่จริง ติ๊กตั้งใจว่าจะทำซาลาเปาไส้หมูสับนะคะ แต่ว่าไม่มีเวลาจัดเตรียมไส้เลย วันนี้ก็เลยทำแต่แป้งก่อนค่ะ


สูตรนี้เป็นสูตรที่อยู่บนฉลากถุงแป้งซาลาเปายี่ห้อมัมเมดค่ะ แต่ติ๊กมีดัดแปลงนิดนึง ซึ่งติ๊กจะบอกไว้ในสูตรให้นะคะ ว่าดัดแปลงอะไร ถึงแม้ว่าจะเป็นสูตรของแป้งมัมเมด แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้แป้งเขาก็ได้นะคะ จะใช้แป้งของยี่ห้ออะไรบ้าง ก็แล้วแต่ชอบเลยค่ะ

ถ้าให้ติ๊กแนะนำ ติ๊กบอกได้แค่ว่าเคยใช้แต่แป้งซาลาเปายี่ห้อมัมเมด และ กิเลนเหลือง ซึ่งก็ทำซาลาเปาออกมาได้ดี ผิวขาว เนื้อนุ่มเด้ง ไม่ติดฟันค่ะ

นอกจากแป้งแล้ว ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้ซาลาเปาเหลือง และติดฟันนะคะ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าใช้แป้งดี ราคาแพง แล้วซาลาเปาจะออกมาขาวสวยเนื้อนุ่มเด้งไม่ติดฟัน เพราะสำคัญที่ขั้นตอนการทำด้วยค่ะ

ซาลาเปาสูตรนี้จะเป็นการผสมแป้ง 2 ขั้นตอนนะคะ โดยเริ่มแรกเราจะทำแป้งสปองจ์กันก่อนค่ะ

ส่วนผสมแป้งสปองจ์
  1. แป้งซาลาเปา 250 กรัม (ในคลิปใช้ยี่ห้อมัมเมด แต่จะใช้กิเลนเหลืองก็ได้เหมือนกันค่ะ)
  2. ยีสต์ 5 กรัม (ติ๊กใช้ยีสต์หวาน)
  3. น้ำอุ่น 150 กรัม

วิธีทำแป้งสปองจ์
  1. ร่อนแป้งซาลาเปาลงในโถผสม แล้วใส่ยีสต์ลงไป ตามด้วยน้ำอุ่น
  2. นวดส่วนผสมให้เข้ากันเป็นก้อนเดียว ติ๊กใช้เครื่องในการช่วยนวด ขั้นตอนนี้ใชัเวลาไม่นานค่ะ ประมาณ 2-3 นาที ทุกอย่างก็เข้ากันได้ดี แต่ยีสต์จะยังไม่ละลายค่ะ
  3. จากนั้นก็พักแป้งสปองจ์ 1-1.30 ชั่วโมง อย่างน้อยๆก็ต้องมี 1 ชั่วโมงนะคะ และต้องให้ขึ้นฟู 2-3 เท่า ถึงจะนำมาใช้นวดแป้งโดว์ค่ะ
  4. นำพลาสติกถนอมอาหาร มาปิดคลุมภาชนะที่ใส่แป้งสปองจ์ให้มิดชิด ไม่ให้อากาศเข้าค่ะ หรือจะเป็นผ้าชื้นๆก็ได้

ส่วนผสมแป้งโดว์
  1. แป้งซาลาเปา 150 กรัม
  2. น้ำตาลป่น 90 กรัม
  3. ผงฟู 2 กรัม (ใช้ยี่ห้ออิมพีเรียล) (สูตรเดิมใช้ 6 กรัม) *ที่ลดผงฟูเพราะรู้สึกว่าใส่เยอะๆ แล้วมันทำให้สีซาลาเปามันติดเหลือง ไม่รู้ว่าคิดไปเองรึป่าวนะค่ะ แต่ถึงอย่างไร แม้ติ๊กจะลดผงฟูลง ซาลาเปาที่นึ่งได้ก็ฟู นุ่มเด้ง ทานแล้วไม่ติดฟันค่ะ*
  4. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  5. น้ำเปล่า 60 กรัม (สูตรเดิมน้ำเปล่า 50 กรัม และใช้ไข่ขาวอีก 10 กรัม) *ติ๊กเปลี่ยนไข่ขาวเป็นน้ำสะดวกกว่าค่ะ ขี้เกียจตอกไข่ค่า*
  6. เนยขาว 25 กรัม

วิธีทำแป้งโดว์
  1. นำแป้งสปองจ์ที่หมักได้ที่แล้ว มาชกไล่ฟองอากาศบางส่วนออก
  2. เตรียมแป้งซาลาเปา ผงฟู เกลือ น้ำตาลป่น นำมาคลุกให้เข้ากัน แล้วร่อนลงในโถผสม
  3. ใส่น้ำเปล่าลงไป แล้วนวดให้ทุกอย่างเข้ากันดี
  4. เมื่อนวดเข้ากันดีแล้ว ใส่เนยขาวลงไปนวดต่อ นวดจนแป้งโดว์เนียน 
  5. ติ๊กใช้เครื่องนวด เลยสังเกตุจากตัวแป้งโดว์ ถ้าแป้งไม่แฉะติดก้นโถ หรือแป้งหลุดร่อนจากก้นโถผสม ถือว่าใช้ได้แล้วค่ะ ติ๊กจะปิดเครื่องทันที
  6. เช็คแป้งโดว์ว่านวดได้ที่หรือยัง โดยทำการดึงแป้งออกมาส่วนนึง มาลองขึงเป็นฟิล์ม ถ้าขึงได้ถือว่าใช้ได้ค่ะ *แป้งโดว์ที่ได้ จะมีความชุ่มชื้น แป้งจะนุ่มมาก และยืดหยุ่น คล้ายหมากฝรั่งค่ะ ดูได้จากในคลิปนะคะ*
  7. นวดเสร็จแล้ว นำแป้งโดว์มาพักไว้ประมาณ 10 นาที หาอะไรมาคลุมปิดแป้งด้วยค่ะ เดี๋ยวแป้งจะแห้ง
  8. เมื่อพักแป้งเสร็จแล้ว ให้ตัดแบ่งแป้งก้อนละ 40 กรัม จะได้ทั้งหมด 18 ชิ้นค่ะ (น้ำหนักแป้งโดว์โดยรวม 720 กรัมค่ะ) *ถ้าแป้งโดว์หนึบติดโต๊ะมากเกินไป ใช้แป้งซาลาเปาโรยบริเวณพื้นที่ที่จะปั้นโดว์บางๆ หรือ น้ำมันทาบางๆที่โต๊ะก็ได้ค่ะ*
  9. ตัดแบ่งเสร็จแล้ว ก็ปั้นแป้งให้เป็นก้อนกลมๆ และอย่าลืมนำผ้า หรือ พลาสติกคลุมแป้งด้วยค่ะ
  10. เมื่อปั้นเสร็จ ก็นำมาขึ้นรูปเลยค่ะ โดยให้หยิบแป้งชิ้นแรกที่เราปั้นนำมาขึ้นรูปก่อนค่ะ
  11. ติ๊กขึ้นรูปโดยการรีดแป้งออกเป็นวงกลม และพับแป้งด้านซ้าย และด้านขวา เข้ามาตรงกลาง และรีดแป้งอีกครั้ง จากนั้นก็ม้วนแป้งจากมุมล่างขึ้นมาด้านบน (นึกภาพไม่ออกก็ดูจากในคลิปเอาเนาะ ^^")
  12. นำแป้งที่ขึ้นรูปเสร็จแล้ว วางบนกระดาษรองซาลาเปา แต่ติ๊กไม่ได้ทำบ่อยๆ หรือทำขาย ก็เลยไม่ได้ไปหาซื้อค่ะ ใช้กระทงจีบมาใส่แทน
  13. ขึ้นรูปเสร็จแล้ว ก็พักแป้งต่ออีกค่ะ ให้แป้งขึ้นฟูเกือบ 2 เท่า ประมาณ 80% ของเท่านึงก็ได้ค่ะ เพราะตอนนึ่ง ซาลาเปาจะขยายตัวอีก ติ๊กพักแป้งไปประมาณ 35 นาที ก็จับลงหม้อนึ่งแล้วค่ะ *ติ๊กเคยพักแป้งไว้นานถึง 1 ชั่วโมง เพราะตอนนั้นทำเยอะ ทำไม่ทันเวลา ปรากฎว่าซาลาเปาที่ได้นิ่มฟูฟ่องมาก แบบพองตัวเว่อร์เลยค่ะ แป้งงี้เบามาก ทานแล้วไม่ได้อารมณ์ซาลาเปาเลย*
  14. จากนั้นนำซาลาเปามานึ่ง ติ๊กใช้ไฟแรงปานกลางนึ่งซาลาเปาค่ะ นึ่ง 12 นาที จริงๆแล้ว 10 นาทีก็สุกแล้วล่ะค่ะ แต่ที่นึ่งนานหน่อย เพื่อให้ซาลาเปามันคงรูปได้ดี *ติ๊กเคยนึ่ง 8 นาที ปรากฏว่าซาลาเปามันสุกก็จริงนะค่ะ แต่มันยังฟูไม่ดีพอ พอเปิดฝาก็ยวบค่ะ และซาลาเปาก็สีเข้มติดเหลืองเลย จากนั้นเลยเข็ด นึ่งซาลาเปานานหน่อย เพื่อความชัวร์ค่ะ*
  15. นึ่งเสร็จก็นำออกจากลังถึง เสิร์ฟทานเลยค่ะ นึ่งมาร้อนๆ ทานเลยอร่อยมาก หรือถ้าเราทำเยอะๆทานไม่หมด ก็นำมาพักไว้บนตะแกรงให้เย็นสนิทค่ะ แล้วค่อยเก็บใส่ถุงให้มิดชิด นำใส่ตู้เย็นอยู่ได้ 7 วัน หรือถ้าจะเก็บเป็นเดือน ก็นำไปแช่แข็งค่ะ



ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

ขนมปังนวดมือ

ขนมปังนวดมือ


     สวัสดีทุกคนค่า วันนี้ติ๊กจะชวนทุกคนมาอบขนมปังทานกันดีกว่า โดยสูตรวันนี้จะเป็นการทำขนมปังด้วยการนวดมือ ไม่ง้อเครื่องนวดกันจ้า

     ติ๊กขอออกตัวก่อนเลยนะ ว่าเป็นครั้งที่ 2 ที่ติ๊กนวดมือ โดยปกติติ๊กใช้เครื่องนวดขนมปังตลอด ดังนั้นติ๊กคงนวดไม่ได้เก่งได้ระดับโปรเฟสชั่นแนลนะจ๊ะ เพราะถ้าต้องมานวดด้วยมือบ่อยๆ คงแทบไม่อยากจะทำขนมปังกันเลย มันเหนื่อยแถมยังต้องมานั่งเก็บล้างอีก ติ๊กหมดแรงตั้งแต่นวดขนมปังเสร็จแล้ว แทบไม่อยากจะทำอะไรต่อเลยทีเดียว

     ก่อนจะเริ่มทำ มาว่ากันด้วยทักษะการนวดขนมปังด้วยมือของติ๊กก่อนนะคะ ซึ่งเทคนิคของติ๊กก็คือ เราอาศัยความอึดอย่างเดียวค่ะ วิธีการนวดก็ลักพักลักจำจากคลิปพวกเชฟต่างประเทศ แล้วก็เอามาทำดู ดังนั้นถ้าทำได้ตามขั้นตอน และนวดได้อย่างที่ติ๊กลงในคลิป รับรองว่าขนมปังที่เราอบเสร็จแล้ว ออกมานุ่มอร่อยแน่นอน ตอนออกจากเตาอบใหม่ๆ แล้วทานเลยเป็นอะไรที่นุ๊มนุ่ม ห๊อมหอม

     ส่วนการเก็บรักษาขนมปัง ต้องรอให้ขนมปังเย็นตัวก่อนนะคะ ถึงจะเก็บใส่ภาชนะให้มิดชิดได้ และสามารถเก็บในอุณหภูมิปกติได้แค่ 3 วัน ถ้าวันที่ 3 ยังทานไม่หมดให้ไปเก็บตู้เย็นเลยค่ะ ไม่งั้นขึ้นราแน่ๆ ถ้าเอาออกจากตู้เย็นขนมปังดูแข็ง ก็นำไปเวฟสัก 10 วินาที หรือนำไปกริล ขนมปังก็ซุปเปอร์นุ่ม หอมอร่อย เหมือนเพิ่งออกจากเตาเลยค่ะ

เอาละค่ะ เกริ่นมาเยอะแล้ว เรามาเริ่มลงมือทำกันเลยดีกว่านะคะ

สูตรขนมปัง (เป็นขนมปังหวานนะคะ)


ส่วนผสมแห้ง (ส่วนที่ 1)
  1. แป้งขนมปัง 350 กรัม (ติ๊กใช้ยี่ห้อมัมเมด)
  2. ยีสต์ชนิดหวาน 5 กรัม (ติ๊กใช้ Saf instant)
ส่วนผสมแห้ง (ส่วนที่ 2)
  1. นมผง 7 กรัม (ติ๊กใช้หัวนมผงจะเข้มข้นกว่า ถ้าไม่มีจะไม่ใส่ก็ได้ แต่ขนมปังจะไม่หอมมันเท่าที่ควร)
  2. น้ำตาลทราย 70 กรัม (สูตรนี้ขนมปังจะมีรสหวานเล็กน้อย)
  3. เกลือ 1/2 ช้อนชา
ส่วนผสมของเหลว
  1. วิปปิ้งครีม 50 มิลลิลิตร
  2. น้ำเปล่า 150 มิลลิตร
***ของเหลวที่เป็นน้ำใช้รวมทั้งหมด 200 มิลลิลิตร***


วิธีทำขนมปัง

  1. เตรียมส่วนผสมแห้ง ส่วนที่ 1 ร่อนแป้งขนมปังใส่โถผสม และจากนั้นก็ใส่ยีสต์หวานลงไป แล้วให้ทำหลุมตรงกลางเตรียมไว้เพื่อเทของเหลว
  2. นำส่วนผสมของเหลว และส่วนผสมแห้ง ส่วนที่ 2 ผสมกัน ก็คือ วิปปิ้งครีม,น้ำเปล่า,นมผง,น้ำตาลทราย และเกลือ ผสมคนให้เข้ากันดี
  3. นำส่วนผสมข้อที่ 2 เทลงไปในส่วนผสมแห้งส่วนที่ 1 ที่เราเตรียมไว้ แล้วคลุกให้เข้ากัน จนแป้งเริ่มดูดน้ำจับตัวเป็นก้อนๆ
  4. ใช้มือนวดให้แป้งรวมตัวกันเป็นก้อนเดียว และนวดจนไม่เห็นเป็นเม็ดแป้ง ติ๊กใช้เวลาประมาณ 2 นาที หรือสังเกตุจากที่โดว์เริ่มจะแฉะติดมือ ก็หยุดนวดได้เลย
  5. จากนั้นพักแป้งเอาไว้ ให้เอาแร๊พมาปิดคลุมโดว์ให้มิดชิด พักให้โดว์ขึ้นเป็น 2 เท่า ติ๊กพักนานประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง พักครั้งแรกอาจนานกว่าพักรอบที่ 2 เพราะยีสต์ยังทำงานได้ไม่เต็มที่
  6. เมื่อโดว์ขึ้น 2 เท่าแล้ว ก็เอามือคลึงไล่ฟองอากาศออกให้หมด โดวจะแฉะติดมือ ให้โรยแป้งนวลเล็กน้อย (ติ๊กใช้แป้งนวลเป็นแป้งเค้กและใช้นิดเดียวไม่เยอะนะคะ) ติ๊กใช้วิธีการร่อนแป้ง เพราะแป้งจะละเอียด และกระจายตัวได้ดี ทำให้ไม่ต้องใช้แป้งนวลเยอะ
  7. ใส่เนยลงไปนวดให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ก็นวดๆ ขย้ำๆ จนกว่าเนยจะเข้ากันกับโดว์ โต๊ะจะลื่นหน่อยนะคะ ไม่ต้องเติมแป้งนวลแล้วนะคะ นวดๆไปยังงั้นเลยจนกว่าเนยจะซึมเข้าเนื้อจนหมด ขั้นตอนนี้น่าจะ 5 นาทีได้นะคะ (แต่ว่าเนยติ๊กเป็นเนยเย็น ก็เลยนวดยากหน่อย)
  8. พอนวดเข้ากันดีแล้ว สังเกตุว่าแป้งโดว์ยังไม่เนียนนะคะ เรายังคงนวดต่อค่ะ ขั้นตอนนี้ติ๊กเปลี่ยนวิธีการนวด เราจะใช้อุ้งมือซ้ายและขวา นวดสลับกันไปมา และรักษาจังหวะการนวดคลึงให้สม่ำเสมอ ดูในคลิปนะคะจะเห็นภาพมากขึ้น ใช้เวลานวดในขั้นตอนนี้น่าจะ 10-15 นาที ขึ้นอยู่กับแรงคนนวด แต่ติ๊กแรงน้อย และนวดช้า แต่ก็รักษาจังหวะนะคะ นวดไป 15 นาทีเลยค่ะ เหนื่อยจริงๆ กว่าแป้งจะเนียนนุ่ม ขึงเป็นฟิล์มได้ *ระหว่างการนวดโดว์จะแฉะติดมือติ๊กนิดหน่อย ติ๊กโรยแป้งนวลอีกครั้ง และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ใช้แป้งนวลอีกเลย* *ถ้าคนชอบขนมปังนุ่มๆ จำเป็นอย่างมากนะคะที่ต้องนวดให้ขึงเป็นฟิล์ม ไม่เช่นนั้นขนมปังจะแห้งและแข็ง*
  9. เมื่อนวดได้ที่แล้ว ก็นำโดว์ขึ้นชั่งน้ำหนักเลยค่ะ น้ำหนักที่ได้ประมาณ 670 กรัม ตัดแบ่งออกให้ได้ 14 ชิ้น เท่าๆ กัน ตกเฉลี่ย 47-48 กรัม ต่อลูก *ในระหว่างตัดแบ่งโดว์ ให้จัดเรียงชิ้นตามลำดับการแบ่งก่อนหลังด้วยนะคะ ถ้าโดว์หนึบติดโต๊ะ ก็ให้ใช้แป้งนวลโรยที่โต๊ะและปาดแป้งออกนะคะ ก็จะช่วยให้โดว์ไม่ติดโต๊ะแล้ว และไม่ต้องเพิ่มปริมาณแป้งในโดว์ด้วย*
  10. เมื่อแบ่งโดว์เรียบร้อย ก็พักไว้ 10 นาที ให้หาอะไรคลุมไว้ด้วยนะคะ เดี๋ยวโดว์จะแห้งแข็ง
  11. ระหว่างรอพักแป้ง ก็เตรียมพิมพ์อบ ติ๊กใช้พิมพ์กลม 2 ปอนด์ มีแบบวงแหวน และแบบอบเค้กปกติ ใช้ 2 พิมพ์ค่ะ และก็ทาเนยขาวที่พิมพ์ให้เรียบร้อย
  12. เมื่อพักโดว์ครบเวลา ก็ขึ้นรูปกันเลย ให้หยิบชิ้นแรกที่เราตัดแบ่งชิ้นขึ้นมาขึ้นรูปก่อน ใช้นิ้วมือบีบๆคลึงๆ ไล่ลมออกจากโดว์ และพับโดว์ไขว้ไปมาจนโดว์มีความเด้ง เนื้อเรียบเนียน และเอาด้านที่เรียบที่สุดขึ้นมาไว้ด้านบน และคลึงกลม (ดูจากในคลิปนะคะ) จากนั้นก็วางลงบนพิมพ์
  13. เราจะขึ้นรูปเป็นดอกไม้ โดยวางโดว์ 6 ชิ้นเป็นวงกลมรอบนอก และใจกลางอีก 1 ชิ้น วางให้ห่างเท่าๆกันนะคะ รีบปั้น รีบวาง เพราะโดว์มันขึ้นเร็วมาก
  14. เมื่อขึ้นรูปเสร็จ ก็พักโดว์ให้ขึ้นฟูอีก 2 เท่า หรือเต็มพิมพ์วงแหวน ถ้าใช้พิมพ์วงแหวนเหมือนกันนะคะ ติ๊กใช้เวลา 30 นาที พักรอบ 2 โดว์จะขึ้นไวมาก และที่สำคัญอากาศวันนี้ร้อนมากค่ะ
  15. จากนั้นก็นำเข้าอบ ถ้าอยากให้ผิวขนมปังมีสีเข้มเงาสวย ก็ให้ทา Egg wash (ก็คือไข่แดงผสมกับน้ำหรือนม 1:1 หรือจะเจือน้ำ/นม มากกว่านั้นก็ได้แล้วแต่ชอบ)
  16. นำเข้าอบไฟล่าง 180 องศา เป็นเวลา 30 นาที ค่ะ
  17. อบเสร็จแล้ว ก็เอาออกจากพิมพ์เลยนะคะ ไม่งั้นขนมปังจะแฉะ เอาออกจากพิมพ์แล้วก็พักทิ้งให้เย็น แล้วเก็บใส่ภาชนะปิดให้มิดชิด

     วันนี้ขนมปังของติ๊กดูจะสีเข้มกว่าทุกที ปกติสีจะไม่เข้มขนาดนี้ หลังๆมาเตาติ๊กชักจะอารมณ์แปรปรวน ถึงแม้เปลือกขนมปังจะเข้ม แต่ไม่ขมนะคะ ไม่ได้ไหม้ แต่เวลาทานเปลือกจะเหนียวหน่อยนึง ก็อร่อยดี
ลองทำกันดูนะคะ ก็เป็นอีกสูตรที่อร่อย และก็ไม่เกินกำลังสำหรับการนวดด้วยมือด้วยค่ะ


ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วุ้นมะพร้าว

วุ้นมะพร้าว


     สวัสดี...ทุกคนค่า ช่วงนี้อากาศร้อนๆ จนแทบไม่อยากจะเข้าครัวอบขนมกันเลยค่ะ ติ๊กก็เลยขอคั่นเบรกมาทำขนมแบบไม่อบกันมั่งดีกว่า

     นั่นก็คือ...วุ้นมะพร้าว...จ้า ทานวุ้นช่วงอากาศร้อนๆ ก็ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย อร่อยสดชื่นดีนะคะ
เมนูวุ้นมะพร้าวในวันนี้ ทำไม่ยากเลยค่ะ วัตถุดิบหลักๆ ก็มีแค่ น้ำมะพร้าว ผงวุ้น น้ำตาล ก็สามารถเนรมิตวุ้นมะพร้าวแสนอร่อยได้แล้วจ้า

     เคล็ดลับในการทำวุ้นมะพร้าวของติ๊กนะคะ จะทำให้วุ้นมะพร้าวห๊อมหอมหวานธรรมชาติ และเนื้อกรอบนุ่มอร่อย มีอยู่แค่ 2 อย่างค่ะ

1. เลือกมะพร้าวน้ำหอมจากบ้านแพ้วค่ะ ใช้มะพร้าวที่มีเนื้อนะคะ เพราะมะพร้าวมีเนื้อ น้ำมะพร้าวจะมีรสหวานหอม กว่ามะพร้าวอ่อน แต่อย่าให้แก่จัดนะคะ เพราะเนื้อมะพร้าวจะแข็งค่า ถ้าเราจะเอาเนื้อมะพร้าวใส่ในสูตรวุ้นด้วย ก็ต้องหาเนื้อที่นุ่มค่ะ ดูเหมือนการคัดมะพร้าวมาทำขนมของเราจะยุ่งยากเสียนิด แต่ถ้าเรามีแหล่งซื้อ และคุ้นเคยกับเจ้าไหนเป็นพิเศษ ก็สั่งคนขายได้เลยว่าเราต้องการมะพร้าวแบบไหนค่ะ

2. การใช้ปริมาณผงวุ้นให้พอเหมาะกับของเหลวที่เราจะผสมลงไป เพราะถ้าใส่มากไป เนื้อวุ้นจะกรอบแข็งและแน่น ถ้าใส่น้อยไปก็จะนิ่ม

     สำหรับสูตรนี้ วุ้นมะพร้าวที่ได้จะกรอบนุ่มกำลังดี วุ้นมีความหอมมะพร้าวมาก รสชาติหวานน้อย ตามสไตล์ติ๊ก เป็นวุ้นมะพร้าวที่ผ่านคนชิม คนทาน มานักต่อนักแล้วนะค่ะ บอกเลยว่าอร่อยจ้า เรามาเริ่มลงมือทำกันเลยดีกว่าค่ะ

สูตรวุ้นมะพร้าว

  1. น้ำมะพร้าว 3 ถ้วย
  2. น้ำตาลทราย 70 กรัม (สูตรหวานน้อย และกรณีใช้น้ำมะพร้าวมีเนื้อแบบในคลิปนะค่ะ)
  3. ผงวุ้น 2 + 1/2 ช้อนชา
  4. เนื้อมะพร้าว 2 ลูก (ตามชอบจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)

วิธีทำวุ้นมะพร้าว

  1. นำน้ำมะพร้าวกับผงวุ้น นำมาผสมลงในหม้อ และคนให้ผงวุ้นกระจายตัวให้เข้ากันกับน้ำ 
  2. นำน้ำมะพร้าวไปต้มให้เดือด ระหว่างต้มให้หมั่นคนน้ำมะพร้าวอยู่เรื่อยๆ อย่าให้ผงวุ้นนอนจมก้นหม้อ จนกระทั่งน้ำเดือดให้ต้มต่อไปอีก จนกว่าผงวุ้นจะละลายหมด ให้สังเกตุจากช้อนที่เราคน เมื่อตักน้ำมะพร้าวขึ้นมามีผงวุ้นลอยอยู่หรือไม่ ติดช้อนคนหรือไม่
  3. ติ๊กใช้เวลาในการต้มหลังจากน้ำเดือดนานเหมือนกันนะคะ กว่าวุ้นจะละลายหมด แต่ติ๊กไม่ได้จับเวลา ถ้าให้ประมาณการณ์น่าจะไม่ต่ำกว่า 5 นาทีนะคะ
  4. เมื่อวุ้นละลายหมดแล้ว ให้ใส่น้ำตาลทราย และเร่งไฟให้แรงขึ้น เพื่อให้น้ำเดือด และใส่เนื้อมะพร้าวลงไป และให้น้ำเดือดจัดอีกครั้งแล้วคนๆสักพัก ก็ปิดไฟค่ะ
  5. จากนั้นก็เทใส่พิมพ์ ติ๊กใช้พิมพ์สี่เหลี่ยม 8x8 นิ้ว ค่ะ ติ๊กไม่มีพิมพ์สำหรับทำวุ้นหรอกนะคะ เวลาทำวุ้นติ๊กก็ใส่พิมพ์อบขนมนี่แหละ หรือไม่ก็พิมพ์ฟอย ใส่จาน ใส่ชาม นี่ถ้าไม่ได้ติดที่ติ๊กต้องอัดคลิปทำโชว์ ติ๊กคงใส่ชามก๋วยเตี๋ยว และคงตักทานในชามแทน...555
  6. เมื่อเทใส่พิมพ์เรียบร้อย ก็พักทิ้งไว้ให้วุ้นเซ็ตตัว และหายร้อน แล้วค่อยนำไปเก็บในตู้เย็นค่ะ

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown


วันอังคารที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2560

เค้กส้มหน้านิ่ม ในถ้วยฟอยด์

      เค้กส้ม


      เมนูวันนี้ ติ๊กได้อัดคลิปทำเค้กส้มอีกครั้ง เพื่อที่จะรีเมคใหม่ โดยการรีเมคครั้งนี้ ติ๊กเปลี่ยนจากเดิมที่เคยอบในพิมพ์กลม 3 ปอนด์ เปลี่ยนมาอบพิมพ์ฟอยด์สี่เหลี่ยมแทน เพื่อคนที่เคยติดตามดูคลิปคราวก่อนจะได้ไม่รู้สึกเบื่อจ้า สิ่งที่แตกต่างในคลิปวันนี้ ก็คือรายละเอียดของการตีเค้ก ซึ่งติ๊กคิดว่าเป็นการทำคลิปที่ละเอียดยิบมากที่สุดในบรรดาคลิปอื่นๆ ที่ติ๊กเคยโพสไป

      เรียกได้ว่าคลิปนี้ให้เป็นโบนัสกับคนที่เริ่มต้นหัดทำเค้กเลย แบบที่ว่าใครยังทำเค้กออกมาไม่ได้เสียที ติ๊กคิดว่าคลิปนี้น่าจะละเอียดพอที่จะทำให้หลายคนที่เคยท้อแท้ ผิดหวัง ทำเค้กไม่ได้ ได้มีโอกาสฮึดขึ้นมาทำดูอีกสั้งครั้ง

      คลิปที่ติ๊กลงเป็นการสาธิตแบบตามที่ติ๊กเข้าใจเองนะคะ ไม่อยากให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าติ๊กเป็นอาจารย์สอน ไม่อาจเอื้อมถึงตำแหน่งอาจารย์จ้า แค่พอทำได้แล้วนำมาแบ่งปันจ้า

      สูตรวันนี้ยังคงเป็นสูตรเดิม แต่มีปรับลดการใช้สารเสริม SP ลงไปนะคะ เรามาดูสูตรเค้กส้มกันเลย

สูตรสปันจ์เค้ก 3 ปอนด์ 

ใส่ในพิมพ์ฟอยด์เบอร์ 4618 ได้ประมาณ 12 กล่องนะคะ
  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ผงฟู 1 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  4. ไข่ไก่เบอร์ศูนย์ 3 ฟอง
  5. น้ำตาลป่น 80 กรัม
  6. นมสด 80 กรัม
  7. สารเสริม SP 10 กรัม (ลดจากของเดิมที่ใช้อยู่ 15 กรัม)
  8. น้ำมันพืช 80 กรัม (ติ๊กใช้น้ำมันทานตะวัน)
  9. วนิลลาสกัด 1 ช้อนชา
  10. ส้มสกัด 1 ช้อนชา

วิธีทำเค้กส้ม

  1. วอร์มเตาอบที่ไฟบนล่าง อุณหภูมิที่ 180 องศา
  2. ตอกไข่ทั้งหมดในชามผสม ใส่น้ำตาลป่น และปาดสารเสริม SP ที่หัวตะกร้อ
  3. ตีด้วยเครื่องตีด้วยสปีดสูงสุด จนกว่าจะเป็นเนื้อครีมเป็นริบบิ้นสเตจ เนื้อครีมจะข้นมากๆ เช็คโดยการนำไม้พายปาดเนื้อครีมขึ้นมา จะเห็นว่าครีมจะต้องไม่ไหลย้อยเป็นสายน้ำ 
  4. ใส่วนิลลาสกัด กลิ่นส้มสกัด และ นมสด ตีด้วยความเร็วต่ำ ตีพอให้เข้ากันก็พอ
  5. นำแป้ง ผงฟู เกลือ นำมาร่อน เทลงในชามผสม และทำการตีต่อ ด้วยความเร็วต่ำ จนเม็ดแป้งละลายเนียนไปกับครีม
  6. ทะยอยใส่น้ำมัน ปรับสปีดเป็นสปีดต่ำสุด ตีเพียงให้เข้ากันเท่านั้น
  7. เทส่วนผสมลงในพิมพ์ฟอยด์ (ติ๊กใช้เบอร์ 4618) เทลงประมาณ 3/4 ของพิมพ์
  8. จากนั้นนำส้อมมายีส่วนผสม เพื่อตัดฟองอากาศใหญ่ และทำให้เนื้อเค้กที่ได้เนียนเรียบขึ้น
  9. จัดเรียงใส่ถาด นำเข้าอบไฟบนล่าง 180 องศา เป็นเวลา 10-12 นาที หรือ จนเค้กสุก
  10. เมื่ออบเสร็จ ให้พักทิ้งไว้ก่อน แล้วมาเตรียมซอสส้มราดหน้าเค้กกันค่ะ
      เอาล่ะคะ เรามาเตรียมซอสกันต่อดีกว่าค่ะ วันนี้ติ๊กใช้ซอสส้มสำหรับราดเค้ก 2 ปอนด์ แทนนะคะ เพราะว่าไม่อยากให้ซอสเหลือ แต่ถ้าใครชอบราดซอสเยอะๆ จะทำสูตร 3 ปอนด์ก็ได้ค่ะ วิธีคำนวณคือ นำสูตรข้างล่างหาร 2 และ คูณ 3 ค่ะ

สูตรซอสส้ม 2 ปอนด์

  1. น้ำส้มซันควิกเข้มข้น 90 กรัม
  2. น้ำเปล่า 300 กรัม
  3. น้ำตาลทราย 90 กรัม
  4. แป้งกวนไส้ 25 กรัม
  5. เนยสดเค็ม 25 กรัม

วิธีทำซอสส้ม

  1. ผสมน้ำส้ม น้ำเปล่า น้ำตาล และแป้งกวนไส้ คนให้เข้ากัน
  2. นำไปตั้งไฟปานกลาง เคียวซอสส้มไปเรื่อยๆ จนซอสส้มใส และ ข้นหนืดเป็นรอยตะกร้อ ให้เคี่ยวต่ออีกนิด และปิดเตา ใส่เนยสด คนให้เข้ากันดี
  3. นำซอสส้ม ราดลงบนเค้กได้ทันที ไม่ต้องพักทิ้งไว้ให้เย็น 
  4. เมื่อราดเสร็จแล้ว ให้กระแทกพิมพ์เบาๆ ไล่ฟองอากาศตัวซอสออก ซอสจะเรียบเนียนยิ่งขึ้น
  5. พักทิ้งให้เย็น แล้วนำฝามาปิด นำไปเก็บพักในตู้เย็น

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันอังคารที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2560

เค้กกล้วยตาก

เค้กกล้วยตาก Dried Banana Cake


      เมนูวันนี้ติ๊กจะมาชวนทุกคนทำเค้กกล้วยตากกันค่ะ สูตรนี้มีเคล็ดลับตรงที่ติ๊กใส่กล้วยหอมลงไปเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อเค้กมีความหอมและฉ่ำกล้วย อีกทั้งในสูตรติ๊กก็ใส่กล้วยตากแบบจัดเต็ม กัดไปกี่คำก็เจอแต่กล้วยตากเน้นๆ บอกเลยว่าเอาใจคนที่ชื่นชอบเมนูกล้วยสุดๆ ใครที่ชอบทานกล้วยห้ามพลาดเชียวนะคะ ติ๊กเชียร์ให้ลองทำดูค่ะ มันอร่อยมาก

      แต่ถ้าใครไม่ชอบกล้วยหอมก็ไม่ต้องใส่นะคะ ไม่จำเป็นค่ะ แต่ถ้าจะเติมกลิ่นกล้วยก็ให้ใส่เพียงนิดเดียว สัก 1/4 ช้อนชาก็พอนะคะ ให้หอมอ่อนๆจางๆ อย่าเยอะค่ะ มันจะไปกลบกล้วยตากเสียหมด
เรามาดูสูตรและวิธีทำเค้กกล้วยตากกันค่ะ

สูตรเค้กกล้วยตาก

  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ผงฟู 3/4 ช้อนชา
  3. เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
  4. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  5. กล้วยหอมบด 50 กรัม (จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  6. กล้วยตาก 200 กรัม (สูตรนี้จัดเต็มกล้วยตากอยู่แล้วนะคะ ไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่ม)
  7. กรีกโยเกิร์ต 60 กรัม
  8. ไข่ไก่เบอร์ (0) 2 ฟอง
  9. น้ำตาลทราย 50 กรัม (สูตรนี้หวานน้อยค่ะ)
  10. น้ำมันพืช 50 กรัม (ติ๊กใช้น้ำมันทานตะวันค่ะ)
  11. สารเสริม SP 7 กรัม
  12. วนิลลาสกัด 3/4 ช้อนชา

วิธีทำเค้กกล้วยตาก

  1. วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ใช้ไฟบนล่าง
  2. วางกระดาษรองอบที่ก้นพิมพ์ ติ๊กใช้พิมพ์สี่เหลี่ยม 8x8 นิ้ว
  3. หั่นกล้วยตากให้บางเล็กน้อย และเป็นชิ้นเล็กๆ อย่าหั่นชิ้นใหญ่นะคะ ไม่งั้นกล้วยจะนอนจมที่ก้นพิมพ์ค่ะ
  4. ถ้าใครใช้กล้วยหอมตามสูตรนี้ ก็ให้บดกล้วยเตรียมรอไว้เลยค่ะ บดเสร็จแล้วก็ให้ผสมกับโยเกิร์ต แล้วพักทิ้งไว้ก่อน
  5. จากนั้นมาเริ่มทำเค้กกันค่ะ เริ่มจากการตีไข่ไก่ก่อน โดยให้ปาดสารเสริม SP ที่ปลายตะกร้อ ตีด้วยสปีดสูงสุดจนไข่มีลักษณะเป็นครีมเล็กน้อย ก็ให้ทะยอยใส่น้ำตาลลงไปค่ะ ***ถ้าใครใช้น้ำตาลป่น สามารถใส่ลงไปตีพร้อมกันตั้งแต่แรกได้เลยค่ะ***
  6. ตีไข่จนตั้งยอด เนื้อแบทเทอร์ที่ได้จะมีลักษณะเป็นครีมสีขาวข้นมาก เมื่อนำไม้พายปาดแบทเทอร์จะเห็นว่าเป็นรอยแบทเทอร์อย่างชัดเจน และตัวครีมจะติดที่ไม้พาย ไม่เหลวเป็นน้ำ
  7. ใส่กล้วยหอม,โยเกิร์ต และวนิลลาสกัด ลงไป ปรับสปีดเป็นสปีดต่ำ ผสมเพียงแค่ให้เข้ากันดี
  8. นำแป้ง ผงฟู เบคกิ้งโซดา และเกลือ ผสมรวมกันคลุกพอเข้ากัน และแบ่งครึ่งนึงผสมลงในกล้วยตาก คลุกให้ทั่ว แล้วเทผสมลงในโถตี ตีด้วยสปีดต่ำเพียงให้เข้ากัน จากนั้นใส่แป้งที่เหลือลงไป และตีต่อพอเข้ากัน หมั่นปาดข้างและก้นโถด้วยนะคะ
  9. ทะยอยใส่น้ำมันลงไป ตีด้วยสปีดต่ำเหมือนเดิม และตีแค่พอเข้ากันเท่านั้น หมั่นปาดข้างและก้นโถผสมด้วยนะคะ เมื่อเข้ากันดีแล้วก็หยุดตีค่ะ
  10. เทแบทเทอร์ใส่พิมพ์ และปาดแบทเทอร์ให้เท่ากัน กระแทกพิมพ์ไล่ฟองอากาศออก
  11. นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 180 องศา ใช้ไฟบนล่าง ประมาณ 15 นาที (***อุณหภูมิและระยะเวลาขึ้นอยู่กับเตาอบแต่ละบ้านนะคะ***)
  12. หลังจากอบเสร็จ ให้นำเค้กออกจากพิมพ์ และเอากระดาษรองอบออก พักเค้กให้คลายร้อน แล้วนำมาตัด


ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/msandmrsbrowncooking

วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2560

ฟรุตเค้ก

ฟรุตเค้ก

     สวัสดีค่ะ วันนี้ติ๊กจะมาชวนทำฟรุตเค้กค่ะ สูตรดั้งเดิมเป็นของ joy of baking แล้วติ๊กเอามาปรับนิดหน่อยตามวัตถุดิบที่มีค่ะ



     ก่อนจะเริ่มทำฟรุตเค้ก เรามาเตรียมหมักผลไม้แห้งกันก่อนนะคะ การหมักผลไม้จะทำให้ผลไม้มีความชุ่มฉ่ำและหอม และไม่ให้ผลไม้แห้งไปดูดของเหลวในตัวเค้กค่ะ
  1. ผลไม้อบแห้งตามชอบ 300 กรัม (ติ๊กใช้ ลูกเกด 100 กรัม, เชอรี่แดง 50 กรัม, แอปเปิ้ล 50 กรัม, กีวี่ 50 กรัม ของฟารีด้าซื้อใน Top ค่ะ)
  2. เหล้ารัม 100 มิลลิลิตร ใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ตามชอบค่ะ (ส่วนติ๊กใช้ Bacardi สีขาว)
  3. ส้มสกัด 1 ช้อนชา
     นำทุกอย่างมาผสมและคลุกให้เข้ากัน แล้วนำแร๊พมาซีลปิด นำไปเก็บในตู้เย็นอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ให้ผลไม้ดูดน้ำให้หมด ระหว่างการหมักให้นำผลไม้มาคลุกบ่อยๆ เท่าที่เรานึกได้นะคะ เหล้าจะได้ทั่วถึงผลไม้ทุกชิ้น
     ในสูตรนี้เหล้าและปริมาณที่ติ๊กใช้ กลิ่นเหล้าไม่ได้แรงมากค่ะ แต่ถ้าใครอยากให้เบาบางลงไปอีกก็ใช้เหล้าเพียง 50 มิลลิลิตร ผสมกับน้ำส้ม หรือ น้ำเปล่าและใส่ส้มสกัดลงไปก็ได้ค่ะ

สูตรฟรุตเค้ก

  1. แป้งเค้ก 195 กรัม
  2. ผงฟู 1 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/2 ช้อนชา
  4. ไข่ไก่เย็น (เบอร์ 0) 3 ฟอง
  5. เนยเค็มเย็น 120 กรัม
  6. น้ำตาลทรายแดง 100 กรัม (ในวีดีโอ ติ๊กใช้ผสมกับน้ำตาลป่น เพราะน้ำตาลทรายแดงหมดค่ะ)
  7. นมสด 60 มิลลิลิตร
  8. ผลไม้อบแห้งที่หมักเหล้าไว้แล้ว
  9. อัลมอนป่น 25 กรัม (ติ๊กใช้อัลมอนด์สไลด์ไปอบให้สุก แล้วนำไปปั่นให้ละเอียด)
  10. วนิลลาสกัด 1 ช้อนชา
  11. ส้มสกัด 1 ช้อนชา
วิธีทำฟรุตเค้ก
  1. วอร์มเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 150 องศา ไว้ก่อนเลยค่ะ
  2. เตรียมพิมพ์อบขนม ติ๊กใช้พิมพ์โลฟชนิดฟอยด์เบอร์ 4572 วางกระดาษรองอบไว้ที่ก้นพิมพ์ค่ะ จะได้แกะออกง่ายๆ
  3. ตีเนยด้วยสปีดต่ำ ตีให้เนยนิ่มและเนียนเล็กน้อย เนยที่ใช้เป็นเนยที่เย็นนะคะ
  4. ทะยอยใส่น้ำตาลลงไปในเนยตีด้วยสปีดสูงสุดตีให้เนยขึ้นฟูเป็นครีมสีขาวนวล ติ๊กใช้เวลาประมาณ 3 นาที
  5. ตีไข่ไก่ให้ไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน แล้วค่อยๆเทลงในเนย ตีด้วยสปีดสูงสุดให้ขึ้นฟู ขั้นตอนนี้ไข่ไก่กับเนยอุณหภูมิอาจไม่เท่ากัน ทำให้ส่วนผสมเข้ากันยากนะคะ เพราะเนยถูกตีจนคลายเย็นแล้ว พอใส่ไข่ไก่ซึ่งเป็นของเหลวและมีองค์ประกอบของน้ำจะทำให้ไขมันเป็นลิ่มๆ 
  6. สังเกตุว่าในคลิปวีดีโอติ๊กก็พบปัญหา ถ้าส่วนผสมเป็นแบบนี้ เราตีแค่พอเข้ากันแล้วหยุด เพราะยิ่งตีก็ยิ่งแยกชั้นค่ะ 
  7. เนื่องจากส่วนผสมไม่เข้ากัน ติ๊กจึงใส่วนิลลาสกัด ส้มสกัด แล้วเติมแป้งลงไปสัก 1-2 ช้อนโต๊ะพูน ตีด้วยสปีดต่ำ ผสมให้เนียนเข้ากันก่อนค่ะ
  8. จากนั้นใส่นมลงไปครึ่งนึงค่ะ ตีสปีดต่ำพอให้เข้ากัน
  9. ใส่ผลไม้อบแห้ง อัลมอนด์ป่น และแป้งลงไปครึ่งนึง ตีด้วยสปีดต่ำให้พอเข้ากัน
  10. ใส่นมส่วนที่เหลือ ลงไปผสมพอเข้ากัน และจากนั้นก็ใส่แป้งที่เหลือลงไปตีให้เพียงเข้ากัน
  11. นำแบทเทอร์เทลงในพิมพ์ ปาดหน้าให้เรียบ และกระแทกพิมพ์ไล่ฟองอากาศ
  12. นำเข้าอบไฟล่าง 150 องศา ประมาณ 40 นาที ให้เค้กเกือบสุกก่อน แล้วค่อยปรับไฟบนล่าง 180 องศา อบต่ออีก 5-10 นาที ให้ผิวหน้าเค้กสวย
  13. เมื่ออบเค้กเสร็จแล้วนำเค้กออกจากพิมพ์ แล้วทาแยมที่ผิวเค้กให้ทั่ว ทาตอนเค้กร้อนๆได้เลยค่ะ ถ้าเราไม่ทาแยมผิวเค้กจะแห้งและไม่สวยเหมือนกับร้านที่เขาทำขายกันนะคะ

ส่วนผสมแยมทาผิวฟรุตเค้ก

  1. แยมแอปริคอต 1 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำส้มซันควิก 1/2 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
  5. เหล้ารัม 1/2 ช้อนชา
     เมื่อเราทาแยมเสร็จแล้ว ให้พักเค้กให้เย็นก่อนนะคะ ถ้าเราห่อแร๊พเก็บตอนร้อนๆ เค้กจะแฉะ เมื่อเค้กหายร้อนเราก็ทาแยมอีกรอบ แล้วค่อยแร็พเค้กปิดให้มิดชิดไม่ให้อากาศเข้า แล้วนำเก็บใส่ตู้เย็นพักไว้ 1 คืน ก่อนนำมาตัดเสิร์ฟ เค้กจะหอมชุ่มฉ่ำมากขึ้นกว่าวันแรกที่เราอบ



ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สังขยาชาไทย

สังขยาชาไทย       

       สวัสดีทุกคนจ้า จากคราวก่อนติ๊กได้นำเสนอเค้กชาไทยหน้านิ่มไป แม้ว่าหน้าตาจะไม่ได้สวยงามเพอร์เฟ็ค แต่รสชาตินั้นโดนใจติ๊กมาก รวมถึงผู้โชคดีที่ได้รับเลือกได้ชิมเค้ก ก็ล้วนบอกว่าอร่อยเข้มข้นชามาก (ชมกันหมดเลย หรือว่าเขาพูดปลอบใจ เอาใจเรารึป่าวกันน้า) แต่ส่วนตัวติ๊กก็ว่ามันอร่อยนะ
       เอาละค่ะมาเข้าเรื่องเมนูวันนี้ดีกว่าค่ะ ก็ยังคงเป็นวัตถุดิบชานะคะ ก็แหมชาถุงนึงมันเยอะอ่ะค่ะ ก็ต้องหาเมนูทำไปเรื่อยจนกว่าจะหมดอ่ะนะค่ะ นอกจากชาไทยแล้ว ติ๊กยังมีตุนวัตถุดิบชาเขียวด้วยนะค่ะ ยังหาฤกษ์ยามทำไม่ได้เลย ของเต็มตู้รกไปหมด
       เริ่มเวิ่นเว้อไปไกลล่ะ ตัดบทเข้าเรื่องเลยค่ะ วันนี้ติ๊กจะมานำเสนอเมนูสังขยาชาไทยค่า
ก่อนหน้านี้ ติ๊กเคยลงคลิปสังขยาใบเตยไปแล้ว แต่คลิปนั้นเป็นอะไรที่ติ๊กเพิ่งหัดทำคลิปวีดีโอใหม่ๆ นำเสนอคลิปได้งงๆ งวยๆ วันนี้มาแก้ตัวใหม่ค่ะ สูตรนี้เป็นสังขยาที่ใช้แป้งนะคะ จะไม่เลี่ยนแบบสูตรไร้แป้งเหมือนคราวก่อน รับรองค่ะว่าเป็นสังขยาที่ทำได้ง่ายมาก ไม่ต้องใช้วัตถุดิบอะไรเยอะค่ะ



สูตรสังขยาชาไทย

ขั้นตอนที่ 1 ชงชากันก่อน ชงแบบไหนก็ได้นะค่ะ ไม่ต้องตามคลิปก็ได้ ใครมีอุปกรณ์ชงชาก็จัดได้เลยค่ะ พอดีที่บ้านติ๊กไม่มีอุปกรณ์ตัวช่วย ก็ชงแบบตามคลิปอ่ะจ๊ะ
     1. ผงชา 4 ช้อนโต๊ะ ประกอบไปด้วย
          - ผงชาซีลอน (ยี่ห้อช้างทอง) 1.5 ช้อนโต๊ะ
          - ผงชา 555 (ยี่ห้อช้างทอง) 2.5 ช้อนโต๊ะ
     2. น้ำร้อน 200 กรัม (น้ำที่ต้มเดือดค่ะ)
          ***ใครจะเปลี่ยนยี่ห้อ หรือเพิ่มปริมาณชาก็ได้นะคะ ตามที่ตนเองชอบเลย ผงชามีผลต่อความหอมจ้า***

วิธีการชงชา
  1. ใส่ผงชาทั้งหมดลงไปในน้ำร้อน แช่ทิ้งไว้ 4-5 นาที ห้ามเกินนี้
  2. เมื่อครบเวลานำมากรองกากชาออก ด้วยผ้าขาวบางที่ลวกน้ำร้อนแล้ว
ขั้นตอนที่ 2 มาเริ่มทำสังขยาชาไทยกันค่ะ
  1. น้ำชาที่ชงในขั้นตอนที่ 1
  2. ไข่แดง 3 ฟอง
  3. หัวกะทิ 65 กรัม (ถ้าไม่ชอบให้มีกลิ่นกะทิก็เปลี่ยนเป็นนมแทนได้ค่ะ จะเป็นนมข้นจืด นมสด ก็ได้หมดจ้า)
  4. น้ำตาลทราย 65 กรัม
  5. นมสด 250 กรัม
  6. แป้งข้าวโพด 20 กรัม
วิธีทำสังขยาชาไทย
  1. นำนมสดกับแป้งข้าวโพดมาผสมกัน คนให้แป้งละลายให้หมดค่ะ
  2. นำชาที่ชงได้ ใส่น้ำตาล กะทิ ไข่แดง คนให้เข้ากัน และจากนั้นก็เทนมที่ละลายแป้งข้าวโพดเอาไว้
  3. เปิดเตาใช้ไฟปานกลางค่อนไปทางอ่อน คนส่วนผสมไปเรื่อยๆ ติ๊กลืมจับเวลาจำไม่ได้ว่าคนไปกี่นาที ขั้นตอนนี้เราก็คนๆไปจนกว่าส่วนผสมจะข้นเป็นรอยตะกร้อค่ะ
  4. เมื่อสังขยาเริ่มข้นเห็นเป็นรอยตะกร้อ เราก็ลดไฟลงเป็นไฟอ่อนค่ะ ไม่งั้นมันจะเดือดปุดๆ กระเด็นกระจายค่ะ ลดไฟลงและคนต่ออีกสักนิดให้ข้นขึ้นเห็นเป็นรอยอย่างชัดเจน ก็ปิดเตาได้เลย
  5. พักทิ้งไว้ให้คลายร้อน แล้วเสิร์ฟค่ะ ทานคู่กับขนมปังเป็นอะไรที่เข้ากันดีจ้า


ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เค้กชาไทยหน้านิ่ม

Thai Tea Cake

     สวัสดีทุกคนค่ะ มาพบกับเมนูเค้กหน้านิ่มกันอีกหนึ่งเมนูกันค่ะ ก่อนหน้านี้ติ๊กมีทำ เค้กส้มหน้านิ่ม เค้กช็อคหน้านิ่ม กันไปแล้วนะคะ มารอบนี้มาส่งผลงานเค้กชาไทยหน้านิ่มค่ะ

     โดยตัวเค้กติ๊กเลือกทำสูตรสปันจ์เค้ก ที่ติ๊กดัดแปลงมาจากคุณจุ๋มแม่สลิ่ม และเป็นสูตรถนัดที่ติ๊กชอบทำ รสชาติความนุ่มของเค้กนี้ไม่ต้องพูดถึง ถ้าใครเคยทำมาบ้างแล้วจะรู้ว่าเนื้อเค้กละลายในปากกันทีเดียวค่ะ

     เอาละค่ะ วันนี้เราจะทำกันหลายขั้นตอนหน่อยนะคะ เรามาเริ่มกันเลยดีกว่า

     สูตรเค้กชาไทยหน้านิ่ม 3 ปอนด์ ติ๊กใช้พิมพ์สี่เหลี่ยม 8x8 นิ้ว 2 ถาด ในการอบค่ะ เราจะมาทำเค้กทรงเหลี่ยมกันบ้างจ้า จริงๆก่อนหน้านี้ติ๊กตั้งใจจะอบใส่ฟอยด์นะคะ ติ๊กก็ได้อบเรียบร้อยแล้วด้วย แต่ทว่าติ๊กใส่แบทเทอร์ลงในฟอยด์มากไปค่ะ เค้กเลยปูดเต็มพิมพ์ ดูแล้วไม่น่าจะราดซอสได้สวยค่ะ เลยทานเป็นเค้กเปล่าๆไป และนั่นก็เป็นพิมพ์ฟอยด์ไซส์เล็ก ล๊อตสุดท้ายของติ๊กด้วย ทำให้รอบนี้ติ๊กอบใหม่เลยมาใช้พิมพ์สี่เหลี่ยมแทน





     เค้กชาไทยหน้านิ่ม ติ๊กจะลงสูตรเป็นลำดับขั้นตอนตามที่ติ๊กทำเลยนะคะ เริ่มจากการชงชานมเตรียมทำขนมไว้ก่อนเลยค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 ชงชานม สำหรับทำเค้ก
     1. ผงชา 3 ช้อนโต๊ะ ประกอบไปด้วย
          - ผงชาซีลอน (ยี่ห้อช้างทอง) 1 ช้อนโต๊ะ
          - ผงชา 555 (ยี่ห้อช้างทอง) 1 ช้อนโต๊ะ
          - ผงชาหอม (ยี่ห้อช้างทอง) 1/2 ช้อนโต๊ะ
          - ชาตรามือ ห่อแดง 1/2 ช้อนโต๊ะ
     2. นมสด 150 กรัม
          ***ใครจะเปลี่ยนยี่ห้อชาก็ได้นะคะ ตามที่ตนเองชอบเลยค่ะ แต่ผงชามีผลต่อความหอมของเค้กเรานะคะ***

วิธีการชงชา

  1. นำนมสดไปต้ม หรือ เวฟ ให้เดือด แล้วปิดเตาทันที ไม่ต้องให้เดือดนาน
  2. ใส่ผงชาทั้งหมดลงไปในนม แช่ทิ้งไว้ 4-5 นาที ห้ามเกินนี้
  3. เมื่อครบเวลานำมากรองกากชาออก ด้วยผ้าขาวบางที่ลวกน้ำร้อนแล้ว และพักชานมทิ้งไว้ก่อน
ขั้นตอนที่ 2 ชงชานม สำหรับทำซอสชาไทยหน้านิ่ม
     1. ผงชา 4 ช้อนโต๊ะ ประกอบไปด้วย
          - ผงชาซีลอน (ยี่ห้อช้างทอง) 1 ช้อนโต๊ะ
          - ผงชา 555 (ยี่ห้อช้างทอง) 1 ช้อนโต๊ะ
          - ผงชาหอม (ยี่ห้อช้างทอง) 1/2 ช้อนโต๊ะ
          - ชาตรามือ ห่อแดง 1 + 1/2 ช้อนโต๊ะ
     2. นมสด 200 กรัม
***วิธีการชงเหมือนขั้นตอนที่ 1 เป๊ะเลยค่ะ ก่อนกรองติ๊กนำกากชาของเก่าทิ้งไปนะคะ ไม่ได้เอามาใช้ผสมซ้ำ***

ขั้นตอนที่ 3 ทำสปันจ์เค้กชาไทย
  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ผงฟู 1 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  4. ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 3 ฟอง
  5. ชานมจากขั้นตอนที่ 1
  6. น้ำตาลป่น 70 กรัม
  7. น้ำมันพืช 80 กรัม
  8. วนิลลาสกัด 3/4 ช้อนชา
  9. สารเสริม SP 12 กรัม 
วิธีทำเค้กชาไทย
  1. วอร์มเตาอบไฟบนล่าง 180 องศาค่ะ
  2. เตรียมพิมพ์อบ ติ๊กใช้พิมพ์สี่เหลี่ยม 8x8 นิ้ว 2 ถาด รองกระดาษอบไว้ที่ก้นพิมพ์ให้เรียบร้อย
  3. เรามาเริ่มตีไข่กันค่ะ ด้วยน้ำตาลป่นติ๊กหมด จึงต้องใช้น้ำตาลทราย ดังนั้นลำดับการตีไข่จึงปรับเปลี่ยนไปนะคะ
  4. ตีไข่ด้วยสปีดสูงสุด ให้ขึ้นเป็นครีมสีเหลืองอ่อนๆ พอจะรับน้ำหนักน้ำตาลได้ ค่อยๆเทน้ำตาลทรายลงไป และตีไปพร้อมๆกัน จดหมด
  5. จากนั้นใส่ชานมลงไป จะทำให้น้ำตาลละลายได้ง่ายขึ้น ตีจนไข่ขึ้นฟูเป็น Ribbon Stage ลักษณะเป็นครีมข้น ติ๊กใช้เวลาตีทั้งหมดประมาณ 6 นาทีนิดๆ รอบนี้ตีฟูได้เร็วค่ะ อาจเป็นเพราะไม่ได้ใส่นมไปแต่แรกก็เป็นได้เลยขึ้นฟูเร็ว
  6. ใส่วนิลลาสกัดลงไป ตีพอเข้ากัน แต่ในคลิปติ๊กลืมค่ะ เลยมาใส่ตอนท้ายสุดที่ผสมแป้งเสร็จแล้ว ทีแรกว่าจะไม่ใส่ แต่ก็เกรงว่าขนมจะมีกลิ่นคาวไข่ เลยใส่สักหน่อยดีกว่า
  7. หลังจากนั้น ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ ลงในโถผสม และตีด้วยสปีดต่ำให้แป้งเข้ากัน แล้วปรับสปีดตีด้วยสปีดกลาง ให้แบทเทอร์เนื้อเนียนขึ้น อย่าตีนานค่ะ ด้วยเค้กหด 
  8. จากนั้นใส่น้ำมันลงไป ทะยอยแบ่งใส่ 3 รอบ ตีด้วยสปีดต่ำ ตีแค่เข้ากันพอค่ะ แล้วหยุดตี
  9. นำเนื้อแบทเทอร์ที่ได้เทลงพิมพ์ เกลี่ยหน้าให้เรียบ กระแทกพิมพ์ไล่ฟองอากาศ และตัดฟองอากาศด้วยไม้จิ้มฟัน
  10. นำเข้าอบ ไฟบนล่าง 180 องศา เวลา 10-12 นาที หรือ จนเค้กสุด ผิวเค้กเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ
  11. นำเค้กออกจากพิมพ์ ลอกกระดาษรองอบออก พักทิ้งเอาไว้ แล้วไปทำซอสชาไทยต่อค่ะ
ขั้นตอนที่ 4 ทำซอสชาไทยหน้านิ่ม
  1. ชานมจากขั้นตอนที่ 2
  2. นมสด 250 กรัม (แบ่งส่วนนึงไปใส่แป้งข้าวโพด)
  3. แป้งข้าวโพด 22 กรัม
  4. น้ำตาลทราย 60 กรัม
  5. เนยเค็ม 65 กรัม
วิธีทำซอสชาไทยหน้านิ่ม
  1. แบ่งนมสดส่วนนึง ใส่แป้งข้าวโพด และคนให้ละลาย
  2. นำนมสดที่เหลือ เทผสมในชานมที่เตรียมเอาไว้ ใส่น้ำตาลทรายลงไป
  3. นำไปตั้งไฟคนชานมไปเรื่อยๆ จนน้ำเริ่มเดือด ให้เทน้ำแป้งข้าวโพดที่เตรียมไว้ รีบคนๆ พอน้ำเริ่มข้นขึ้นเป็นรอยตะกร้อ ให้ปิดเตาทันที
  4. จากนั้นใส่เนยเค็ม และคนให้ละลายให้เข้ากัน
  5. นำซอสมาราดบนตัวเค้ก ควรรีบราดนะคะ ถ้าพักทิ้งไว้นานซอสจะข้นและเซ็ตตัว จะราดยาก และจะเกลี่ยไม่ค่อยเรียบ
     จากในคลิปจะเห็นว่า ซอสของติ๊กตอนราดรอบสุดท้ายจะเกลี่ยค่อนข้างยาก เพราะมีสายเข้าค่า มัวแต่ไปคุยธุระกลับมาอีกที ซอสก็ข้นแห้ง จะเห็นว่าในคลิปติ๊กพยายามคนๆ ให้มันคลายตัวแล้วค่อยราด ก็พอจะช่วยได้ระดับนึง แต่ก็ปาดไม่ค่อยเรียบแล้วละค่ะ แต่ถึงอย่างไร ความอร่อยของเค้กบอกเลยค่ะ ว่าอร่อยมาก หอมชามั่กมากเลยจ้า






ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บัตเตอร์เค้ก สูตรนุ่ม

Butter Cake

     
     สวัสดีจ้า เมนูวันนี้ติ๊กขอทำบัตเตอร์เค้กนุ่มๆ เนื้อละลายในปากกันจ้า ถ้าพูดถึงสูตรบัตเตอร์เค้ก เราจะนึกถึงสูตรที่ว่าต้องตีเนยให้ขึ้นฟู แล้วค่อยใส่ไข่ทีละฟองกันใช่มั้ยค้า แต่ทว่าวันนี้ติ๊กจะไม่ทำแบบนั้นค่ะ ติ๊กจะตีแบบสปันจ์เค้กโดยใช้สารเสริม SP และสัดส่วนของวัตถุดิบเราจะเป็นสูตรเค้กเนยค่ะ

     แต่ถ้าใครไม่ชอบสารเสริม SP ติ๊กแนะนำให้ใช้สูตรบัตเตอร์เค้ก ตีแยกไข่ขาว ที่ติ๊กเคยทำไว้คลิปก่อน แต่ให้เปลี่ยนสัดส่วนวัตถุดิบให้เป็นไปตามคลิปนี้แทนค่ะ ก็จะได้บัตเตอร์เค้กที่นุ่มเหมือนกัน แต่ก็ไม่เท่ากับที่เรามีตัวช่วยนะคะ (ติ๊กแปะสูตรเก่าไว้ตามนี้ค่ะ http://www.msandmrsbrown.com/2016/02/blog-post_7.html )

     สำหรับเพื่อนๆ ที่มีปัญหาในการตีสปันจ์เค้กที่ใช้เนยละลาย ตีทีไรเค้กเป็นตับเป็นไต ก็ต้องระวังนะคะ สูตรนี้เนยเยอะแป้งเยอะ อุณหภูมิเนยจะสำคัญมาก ถ้าเนยอุ่นไม่มากพอเค้กเราเป็นโรคไตถามหาแน่ๆจ้า แต่ติ๊กมีทิปในการทำเนยละลายให้ได้อุณหภูมิพอเหมาะพอเจาะ ถ้าใครนำไปใช้ทำตามแล้วยังเป็นไตอย่ามาว่ากันน้า ก็ต้องช่วยเหลือตัวเองกันเองแล้วจ้า

สูตรบัตเตอร์เค้ก

1. แป้งเค้ก 150 กรัม
2. ผงฟู 1 ช้อนชา
3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
4. ไข่ไก่เบอร์ (0) 3 ฟอง + ไข่ขาวอีก 1 ฟอง (*ในคลิปใส่สูตรติ๊กตกหล่นไปจ้า*)
5. น้ำตาลป่น 120 กรัม (สูตรนี้หวานน้อยแล้วนะจ๊ะ)
6. เนยเค็มละลายอุ่น 150 กรัม
7. นมสด 65 กรัม
8. วนิลลาสกัด 1+1/2 ช้อนชา
9. สารเสริม SP 12 กรัม

     ไข่ขาวที่ติ๊กเพิ่มมาอีก 1 ฟอง เพื่อต้องการให้เค้กฟูเบามากขึ้นค่ะ แต่จะไม่ใส่ก็ได้เช่นกันค่ะ ปริมาตรเค้กจะน้อยลงหน่อย ไม่มีผลต่อความอร่อย มีผลแค่ความฟูเบาค่ะ

วิธีทำบัตเตอร์เค้ก

1. วอร์มเตาอบไฟล่าง 140 องศา (เตาติ๊กไฟแรงค่ะ เลยใช้อุณหภูมิต่ำหน่อย แต่ถ้าบ้านใครไฟเตาปกติดี จะอบที่ 160 องศา ก็ได้ค่ะ)
2. จากนั้นนำกระดาษรองอบวางไว้ที่ก้นพิมพ์ค่ะ จะได้คว่ำออกมาได้ง่ายๆ ติ๊กใช้พิมพ์ฟอยด์ 4572 ดูในคลิปเลยจ้า แต่ก็ไม่จำเป็นนะคะ ถ้าเราไม่คิดจะเอาออกจากพิมพ์ ก็ไม่ต้องรองกระดาษค่ะ
3. นำเนยไปละลาย ติ๊กใช้เนยใส่ในชามเซรามิก และนำไปวางในหม้อที่ใส่น้ำร้อน วางทิ้งไว้เลย (หม้อที่ใส่น้ำร้อน คือ นำน้ำไปต้มในหม้อจนเดือดแล้วปิดเตา)




*** ก่อนนำเนยไปละลายต้องเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างให้พร้อมก่อนนะคะ ***

4. เมื่อทุกอย่างพร้อม เรามาเริ่มตีไข่กันเลย ตีด้วยสปีดสูงสุด วันนี้น้ำตาลป่นติ๊กหมด มีไม่พอใช้ เลยต้องผสมน้ำตาลทรายลงไปด้วย ดังนั้นการตีไข่ของติ๊กวันนี้จึงเปลี่ยนลำดับการตีค่ะ โดยตีไข่ไก่ กับ SP ให้ขึ้นฟูเป็นครีมสีเหลืองนวลก่อน เพื่อให้ไข่รับน้ำหนักน้ำตาลทรายได้ โดยไม่ลงไปกองที่ก้นโถ
5. เมื่อตีไข่กับ SP จนไข่เริ่มเป็นครีม ก็ทะยอยใส่น้ำตาลลงไปจนหมด และจากนั้นค่อยใส่นมสดตามลงไป จะช่วยทำให้น้ำตาลละลายได้ดีมากขึ้นค่ะ
6. ให้ตีไข่จนขึ้นฟูเป็นครีมสีขาว มีลักษณะข้นหนืด (คล้ายๆน้มข้นหวาน) หรือที่เขานิยมเรียกกันว่า Ribbon Stage ลักษณะเป็นอย่างไร ดูตามคลิปช่วงที่ติ๊กเทแบทเทอร์ลงพิมพ์จะเห็นภาพชัดเจนค่ะ 
*** ระยะเวลาตีทั้งหมดติ๊กใช้ไปประมาณ 7 นาทีนิดๆ ด้วยกำลังเครื่องตี 450 วัตต์ค่ะ ***
7. จากนั้นใส่วนิลลาสกัด แล้วตีพอเข้ากัน
8. นำเนยละลายออกจากหม้อน้ำร้อน แล้วพักไว้
9. ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ ลงในแบทเทอร์ และตีสปีดต่ำให้เข้ากันเล็กน้อย (ไม่ถึงนาที) และปรับเป็นสปีดกลางตีให้เนียนและเข้ากันมากขึ้น (ไม่ถึงนาทีเหมือนกัน) อย่าตีนานเกินไป เค้กจะหดตัว
*** ในวีดีโอ ติ๊กลืมอัดขั้นตอนนี้นะคะ ติ๊กต้องขอโทษด้วยจริงๆ ด้วยที่เมมกล้องน้อยนิด ติ๊กเลยต้องอัดคลิปเป็นช่วงสั้นๆ เพื่อประหยัดพื้นที่เมม แต่ท้ายสุดก็เป็นปัญหา ติ๊กมักลืมกดอัดต่อเสมอเลย ก็ว่าจะไปซื้อเมมเพิ่มอยู่ แต่ก็ลืมตลอด _/\_ 
10. มาทำขนมกันต่อค่ะ เตรียมเทเนยลงในส่วนผสม ก่อนเท ให้คนๆเนยเสียหน่อย ให้ความร้อนกระจายตัวและคลายร้อนลง แล้วก็เอานิ้วมือจุ่มเทสเสียก่อน ว่าเนยอุ่นจัดหรือไม่ ควรให้เนยอุ่นจัด และนิ้วทนความร้อนได้ ก็ใช้ได้
11. ค่อยๆ เทเนยลงไป ตีด้วยสปีดต่ำ และหมั่นปาดโถ อย่าให้เนยกองกระจุกที่ใดที่หนึ่ง ให้คนและตีให้ทั่ว ผสมจนเข้ากันดีแล้วก็หยุดตี
12. นำแบทเทอร์ที่ได้เทลงพิมพ์ ถ้าทำตามสูตรและใช้พิมพ์เดียวกับติ๊ก จะอบได้ 2 ฟอยด์พอดีเป๊ะ
13. ปาดหน้าเค้กให้เรียบ และตัดฟองอากาศด้วยไม้จิ้มฟัน หรือ ไม้เสียบลูกชิ้น หรือ อุปกรณ์อื่นๆตามถนัด
14. กระแทกพิมพ์ไล่ฟองอากาศก่อนนำไปอบ
15. อบไฟล่าง ด้วยอุณหภูมิ 140 องศา เป็นเวลา 40 นาที หรือ เค้กเกือบสุก โดยสังเกตุที่ผิวด้านบนเค้กถ้าสร้างเปลืองผิวแล้ว และไม่เหลว ก็ให้ปรับไฟเป็นไฟบนล่าง 180 องศา อบต่ออีก 8 นาที
*** ในการอบจริง เตาติ๊กเหมือนมีปัญหาร้อนเร็ว ติ๊กอบด้วย 140 องศา ยังไม่ครบเวลา หน้าเค้กแตกเล็กน้อย ติ๊กจึงลดไฟเหลือ 130 องศา แต่หน้าเค้กก็ยังปริแตกเพิ่ม สุดท้ายติ๊กลดไฟเหลือ 120 องศา หน้าเค้กไม่แตกแล้ว และอบครบเต็มเวลา 40 นาที แล้วเปลี่ยนไฟมาเป็นไฟบนล่าง 180 องศา อบต่ออีก 8 นาที เพื่อให้หน้าเค้กสีเข้มสวย
*** อบด้วยไฟอ่อน เป็นเวลานาน อาจทำให้เค้กเนื้อแห้งได้นะคะ ถ้าอยากให้เนื้อเค้กชุ่มชื้น สามารถอบรองน้ำได้ ด้วยอุณหภูมิเดียวกัน แต่จะใช้ไฟบนล่างก็ได้ แล้วแต่เตาบ้านแต่ละคนค่ะ จะใช้ไฟอย่างไรก็ได้ตามที่เคยอบๆกันค่ะ
16. เมื่ออบเสร็จ ก็นำเค้กออกจากพิมพ์ พักทิ้งไว้ให้หายร้อนก่อน หรือจะหม่ำๆ กันเลยก็ได้ ตามแต่ใจต้องการเลยจ้า ถ้าจะทำแจกก็ไม่ต้องเอาออกจากพิมพ์ก็ได้ แจกไปทั้งฟอยด์เลย ง่ายดีค่ะ
17. แต่ถ้าอยากตัดบัตเตอร์เค้กให้ได้คมๆ เนื้อเนียน ควรนำไปแช่ตู้เย็นให้เนื้อเค้กเซ็ตตัวแน่น แล้วค่อยตัดก็จะเรียบ แต่ในคลิปติ๊กไม่ได้รอค่ะ ตัดเลยเพราะใจร้อน และเวลาไม่มีให้รอ เนื่องจากอีกวันนึงติ๊กมีธุระ เลยจัดสะทีเดียว

      เนื้อเค้กที่ได้นุ่มมากค่ะ ก็เราได้ตัวช่วยอ่ะเนาะ เค้กเลยนุ่มเนียน ฉ่ำเนย ถ้าให้เทียบกับบัตเตอร์เค้กยี่ห้อดัง เนื้อเค้กนี้จะนุ่มเบากว่านะคะ ล๊อตนี้ติ๊กทำแค่ 2 ฟอยด์ ให้ที่บ้านตนเอง กับ บ้านแฟน หมดเกลี้ยงอย่างเร็วเลยค่ะ






ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

Preserved Pineapple

สับปะรดกวน          ด้วยที่ติ๊กอยากจะทำพายสับปะรด ก็เลยจะทำสับปะรดกวนเองเสียหน่อย เพราะไม่ได้ทำยาก แต่จะเสียเวลามากกว่า ติ๊กใช้เวลาพอคว...