วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

เครป

Crepe


      สัปดาห์นี้ ติ๊กตั้งใจทำเครป ซอส Banana Chocolate Caramel เป็นเมนูสุดโปรดของติ๊ก ที่จะเอามาแบ่งปันทุกคนค่ะ ความสำคัญของเครป ติ๊กให้ความสำคับกับซอสมากที่สุดเลยนะคะ แบบว่าซอสอร่อยกินกับแป้งเครปสูตรไหนก็เอาอยู่ค่ะ เพื่อนๆว่าจริงมั้ย

      สำหรับซอส Banana Chocolate Caramel สูตรนี้ จะสัมผัสด้วยกลิ่นคาราเมลหอมๆ ควบคู่กับกล้วยหอมที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยช็อคโกแล็ตเข้มข้น ถ้าเพื่อนดูจากคลิปก็คงคิดว่าติ๊กจะทานเครป หรือทานซอสกันแน่ เพราะติ๊กใส่ซอสเยอะมาก จนเนื้อเครปเป็นไงไม่รู้เลย แป้งอร่อยรึป่าวไม่แน่ใจ แต่ทานร่วมกันแล้วฟินเว่อร์ค่ะ

      เอาล่ะมาเข้าเรื่อง เริ่มที่สูตรเครปกัน เราจะทำแป้งเครปไว้ก่อน เพราะตัวแป้งต้องพักทิ้งไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง แต่ติ๊กพักไม่ถึงหรอกค่ะ ก็นำมาใช้แล้ว

สูตรเครป
ส่วนผสมแห้ง
  1. แป้งเค้ก 65 กรัม
  2. น้ำตาลป่น 35 กรัม
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
ส่วนผสมของเหลว
  1. ไข่ไก่เบอร์สอง 1 ฟอง
  2. นมสด 300 มิลลิลิตร
  3. เนยสดจืดละลาย 10 กรัม
  4. วนิลลาสกัด 1/4 ช้อนชา
วิธีทำเครป
  1. เริ่มต้นจากเราจะร่อนส่วนผสมแห้งทั้งหมดเตรียมไว้ในภาชนะ
  2. นำส่วนผสมของเหลวทั้งหมด เทรวมกันและคนให้เข้ากัน แค่เพียงคนให้เข้ากันนะคะ
  3. จากนั้นนำส่วนผสมของเหลว แบ่งเทใส่แป้ง แบ่งใส่ 3 ครั้ง และคนให้เข้ากัน
  4. ส่วนแป้งเครปที่ได้นำมากรองบนกระชอนถี่ เลือกแบบถี่ที่สุดเลยนะคะ เราจะได้แป้งที่เนียน และไม่เป็นเม็ดแป้ง จากนั้นก็ห่อแร๊พ พักทิ้งไว้ในตู้เย็น
ระหว่างพักแป้ง เราก็มาทำซอสช็อคคาราเมลกันต่อค่ะ

ส่วนผสม Banana Chocolate Caramel
  1. น้ำตาล 10 กรัม
  2. ครีมสด 50 ml
  3. ช็อคโกแลตแท่ง ดาร์คช็อค 60% 50 กรัม (ช็อคชิพก็ใช้ได้จ้า)
  4. เนยสด 10 กรัม
  5. กล้วยหอมสุกหั่นสไลด์ 1 ลูก
วิธีทำซอสคาราเมลช็อคโกแลต
  1. ใส่น้ำตาลในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟแรง รอจนน้ำตาลละลาย เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ติ๊กไม่ใช้น้ำตาลเยอะนะคะ เพราะมีช็อคโกแลตแท่งให้ความหวานอยู่แล้ว แต่ที่ต้องใช้น้ำตาลเพื่อเอามาทำเป็นกลิ่นคาราเมลหอมๆ
  2. เมื่อน้ำตาลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ลดไฟลง ใช้ไฟอ่อนค่ะ ใส่วิปปิ้งครีมลงไป และคนๆ จากนั้นใส่ช็อคโกแลต เนยสด และกล้วยหอม
  3. คนทุกอย่างให้เข้ากัน จนกล้วยเริ่มนิ่ม ถ้าใครไม่ชอบกล้วยนิ่มก็แค่คลุก 3-4 รอบ ก็เอาขึ้นได้เลยแต่ติ๊กชอบนิ่มๆ เหลวๆ อีกอย่างตอนแต่งเครป เราจะใช้กล้วยหอมมายัดไส้เพิ่มอยู่แล้ว เรียกได้ว่ามีแต่กล้วย และก็กล้วย
      ซอสที่ได้นะคะจะหอมคาราเมล และกล้วยหอม ผสานกับรสชาติช็อคโกแลตเข้มข้น ทานซอสเปล่าๆ ก็เพลินดีนะคะ แต่ระวังอย่าทานหมด เดี๋ยวไม่มีราดเครปจ้า

เราพักซอสเอาไว้ก่อน มาทำเครปต่อกัน

      หลังจากที่พักแป้งไว้ในตู้เย็นสักแป๋บ (ของติ๊กพักไม่ถึงชั่วโมง แบบว่าใจร้อนอยากจะทำทานแล้ว) ติ๊กทำซอสเสร็จ ก็เอาแป้งออกมาเตรียมทอดเลยจ้า
  1. นำกระทะมาตั้งเตาใช้ไฟแรงไปเลยจ้า ให้กระทะร้อนๆ แบบควันขึ้น จากนั้นทาเนยให้ทั่วกระทะ
  2. ลดระดับไฟลง ใช้ไฟอ่อนค่อนไปทางกลาง
  3. ยกกระทะขึ้นจากเตาไฟ ตักแป้งเครปเทใส่กระทะ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความเร็วในการเอียงกระทะไปมา ให้ได้เครปเป็นแผ่นบาง และกลม แต่ติ๊กช้าไปสักหน่อย เพราะช้อนตักแป้งมันตักได้น้อยไป ถ้าให้แนะนำควรหาภาชนะตักแป้งเครปได้เยอะหน่อย หรือ พอดีกับถ้วยตวงจะดีมาก
  4. เวลาตักราดจะได้ไม่ต้องหย่อนหลายรอบ ถึงแม้ติ๊กจะตัดแป้งราด 3 ครั้ง ก็ไม่มีปัญหานะคะ ตัวเครปที่เสร็จออกมาก็เป็นแผ่นวงกลมติดกัน สวยงามปกติดี แผ่นที่ได้ก็บางนะคะ แต่บางไม่เท่ากัน...555
  5. ตอนทอดเครปเราไม่ต้องกลับด้านเครปนะคะ ทอดด้านเดียว เครปสุกเร็วค่ะ ไม่ต้องกลับด้านเลย
  6. เครปที่สุก ตัวแป้งจะร่อนจากกระทะ เราลองเอาไม้พายแซะเครปดูอีกด้าน ดูว่าเครปสีออกน้ำตาลอ่อนๆ รึยัง ถ้าสีสวยดีแล้ว ก็เอาขึ้นได้เลย
      ถ้ายังไม่ได้ใช้เครปทันที ให้นำเครปพักบนตะแกรงก่อน แต่ถ้าจะทานเลยก็ใส่จานเตรียมรอตกแต่งค่ะ
ตอนเอาเครปออกจากกระทะ ติ๊กใช้วิธีคว่ำบนตระแกรงไปเลยนะคะ ไม่ได้ใช้มือหยิบออกหรอกค่ะ มันร้อนค่ะ เชฟส่วนใหญ่ทำได้ แต่ติ๊กไม่ใช่เชฟอ่ะค่ะ มือทนความร้อนไม่ไหว รอเครปคลายร้อนนิดนึง ค่อยใช้มือหยิบมาวางบนจานเตรียมตกแต่ง

      ขั้นตอนการตกแต่งก็ไม่มีอะไรมาก เน้นตามใจตัวเองเป็นหลัก เพื่อนๆดูจากคลิปต่อได้เลย ติ๊กไม่รู้จะอธิบายอย่างไร นอกจากจะบอกว่าอร่อยมากค่ะ

      ลองทำกันดูนะคะ ทำไม่ยากเลย ฝีมือตกแต่งติ๊กไม่ได้เรื่องนะคะ แต่รสชาติจัดเต็ม อร่อยเกินร้อยแน่นอนค่ะ

      แป้งเครปเหลือไม่ทิ้งนะคะ เก็บในตู้เย็น นำมาทอดต่อวันอื่นก็ได้ค่ะ สูตรนี้น่าจะทอดได้อย่างน้อย 6 แผ่น ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ซม. ติ๊กนำมาทอด 1 ชิ้นเอง เพราะทานคนเดียว ส่วนซอสคาราเมลช็อคโกแลต ปริมาณสูตรจัดเสริ์ฟได้ 2 ที่ อย่างพอเหมาะ แต่ติ๊กเสริ์ฟทีเดียวหมดเลยค่ะ คือว่าถ้าเก็บไว้ก็ไม่แน่ใจว่าจะกินอีกทีเมื่อไร เพราะมีกล้วยผสมลงไปแล้ว ก็กินมันให้หมดไปเลยค่ะ บอกเลยว่าหมดนี้ แคลลอรี่พุ่งปี๊ดแน่ๆ

      ซอสนี้เหมาะเสริ์ฟแบบอุ่นๆ นะคะ ไม่นิยมเสริ์ฟแบบเย็น เพราะซอสจะเซ็ทตัวแข็ง ไม่อร่อยค่ะ
ยังมีซอสเครปอีกหลายซอส อยากมาแบ่งปันนะคะ แต่เวลามีน้อย ค่อยๆทะยอยทำ ทะยอยเสริ์ฟกันเนาะ

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

สลัดโรล

Salad Rolls


      สลัดโรล เป็นอาหารยอดฮิตและบูมมากตั้งแต่ช่วยปลายปีที่แล้ว เนื่องจากเป็นเมนูสุขภาพ ทำทานเองก็ง่าย รสชาติก็อร่อย แต่โดยปกติแล้วติ๊กมักจะซื้อทานมากกว่า ไม่ได้ทำเอง เพราะไม่อยากม้วนแป้งให้เลอะเทอะ แต่วีคนี้รู้สึกชิลๆ และอยากกินสลัดโรลไส้ปูอัดขึ้นมา แต่เวลาไปซื้อทานร้านที่ทำขาย มักจะใส่ไส้น้อย ปูอัดก็ไม่อร่อย ทำให้สลัดโรลรสชาติไม่อร่อยตามไปด้วย ติ๊กก็เลยลองทำทานเองดูบ้างดีกว่า เพราะมันก็ไม่ได้ยากอะไร เมนูนี้ไม่ได้ต้องปรุงอะไรเลย แค่เอาผักกับไส้มาม้วนๆ เท่านั้นเอง
ความสำคัญของเมนูนี้ ติ๊กคิดว่าอยู่ที่วัตถุดิบล้วนๆ ถ้าเราใช้ผักที่สด ปูอัดอย่างดี แค่นี้ก็ฟินแล้ว ทานคู่กับน้ำจิ้มสลัด ไม่ว่าจะเป็นมายองเนส ซอสเทาซันไอซ์แลนด์ น้ำสลัดน้ำใส หรือจะจิ้มน้ำจิ้มซีฟู้ด ก็อร่อยแซ่บ ฟินเว่อร์เลย

มาเข้าเรื่องวัตถุดิบกันเลยค่ะ ติ๊กเลือกใช้วัตถุดิบทำสลัดโรลดังนี้
  1. แผ่นแป้งเวียดนามยี่ห้อ Sunlee เป็นแผ่นสี่เหลี่ยม (ซื้อที่ฟูดแลนด์)
  2. ผักสลัดแล้วแต่ชอบเลยค่ะ ชอบผักแบบไหนจัดเต็มกันไป
  3. ปูอัดเกรดพรีเมี่ยม
  4. ปูนิ่มทอด (ซื้อร้านอาหาร)
  5. น้ำสลัดอิตาเลี่ยน McCormick (เป็นน้ำจิ้ม)
  6. น้ำเปล่าสะอาด
  7. น้ำมันเล็กน้อย
ขั้นตอนการทำสลัดโรล
  1. เตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะ และก็ใส่น้ำมันลงไปเล็กน้อยค่ะ ติ๊กคิดว่าถ้าใส่น้ำมัน น่าจะช่วยให้แป้งมีความลื่น ไม่เหนียวติดภาชนะจนเกินไป จะได้ลอกม้วนง่ายๆ และก็จะได้ไม่ติดกับแป้งชิ้นอื่นๆ เวลาเราวางซ้อนๆ รวมๆ กัน
  2. นำแป้งเวียดนาม มาจุ่มน้ำ เน้นว่าจุ่มนะคะ ไม่แช่ค่ะ เพราะถ้าแช่ทิ้งไว้ แป้งนิ่มเละค่ะ ม้วนไม่ได้ เราจุ่มตามที่หน้าซองเขาบอกไว้เลยว่า ประมาณ 5 วินาที เราเอาแป้งลงไปจุ่ม เราก็นับ 1..2..3..4..5 แล้วก็เอาขึ้น เมื่อเอาขึ้นมาจากน้ำ แป้งจะยังแข็งอยู่นะคะ ไม่ต้องกังวลค่ะ เดี๋ยวจะนิ่มไปเอง
  3. จากนั้นเราก็จัดวางไส้ตามใจเลยค่ะ ติ๊กใส่ปูนิ่ม ปูอัด สลัดผัก แล้วก็ม้วนๆ ค่ะ ตอนม้วนก็จับไส้ให้แน่นๆ ม้วนแน่นๆ อ่อลืมไปว่า แป้ง 1 แผ่น ติ๊กแบ่งครึ่ง นำมาห่อได้ 2 ชิ้นค่ะ หลังจากที่แป้งเริ่มนิ่ม ติ๊กก็เอามีดมาตัดแบ่งแป้งครึ่งนึงค่ะ แล้วก็ทำการห่อสลัด
  4. ส่วนน้ำจิ้ม ติ๊กไม่ได้ทำเองนะคะ ติ๊กใช้น้ำสลัดอิตาเลียน ที่มีในตู้เย็นค่ะ มาเป็นซอส ก็อร่อยดีนะคะ ขึ้นชื่อว่าสลัด ติ๊กว่ากินกับน้ำจิ้มสลัดอะไรก็ได้ตามชอบค่ะ หากเราไม่มีเวลามากพอจะเข้าครัว ทำแค่นี้ก็พอแล้วจ้า
      ตอนทำสลัดโรลนี่ ติ๊กก็ไม่ได้หาข้อมูลเท่าไรนะคะ ว่าเขาจะต้องม้วนยังไง จัดวางยังไง ก็ดูคร่าวๆ เลยทำให้การทำครั้งแรกของติ๊กไม่ค่อยจะคล่องตัว แต่พอทำเสร็จอัดคลิปเสร็จ ก็ลองไปเปิดดูของคนอื่นเขา ว่ามีเทคนิคม้วนตัด กันอย่างไรบ้างให้สวยงาม ก็เลยรู้ว่าแผ่นแป้งนี้ควรตัดแบ่งก่อน จะดีกว่ามาตัดทีหลัง และเวลาห่อถ้าอยากได้ลายสวยๆ ผักโผล่ออกมาสวยๆ ต้องจัดวางอย่างไร ติ๊กมาดูเอาก็ทำเสร็จไปหมดล่ะ ไว้รอบหน้าจะมาทำใหม่ คิดไว้ล่ะว่ารอบหน้าอาจจะทำไส้ยำทูน่า หรือลาบปลาดุก นี่แหละ ถ้าทำไส้ลาบจริงๆ คงไปซื้อลาบร้านส้มตำ คงไม่ทำเอง...555 แค่คิดก็ฟินแล้วนะเนี่ย


ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2559

สังขยาใบเตย

สังขยาใบเตย สูตรไร้แป้ง


วันนี้ติ๊กอยากจะลองทำขนมไทยๆ แบบไม่อบกันบ้าง ทีแรกก็คิดว่าจะทำขนมอะไรดี คิดไปคิดมาอยากกินสังขยาก็เลยเปิดเน็ตหาสูตร ว่าวิธีทำสังขยาเขาทำกันยังไง สูตรก็คล้ายๆกันหมด ต่างกันแค่ปริมาณส่วนผสมกันเล็กน้อย ใครอยากได้ความเข้มข้นแบบไหนก็ปรับสัดส่วนกัน ติ๊กก็เลยเดาทางสังขยา ประมาณๆ เอา จนได้มาเป็นสังขยาสูตรเข้มข้นแบบนี้ สูตรนี้หอมใบเตยมาก รสใบเตยชัดเจน และได้ความหวานมันจากกะทิเข้มข้นไม่ได้เจือน้ำ หรือ นม อะไรเลย และไม่ได้ใส่แป้งด้วย เรามาดูกันค่ะว่าส่วนผสมเป็นอย่างไรบ้าง

สูตรสังขยาใบเตย

  1. กะทิ 120 กรัม
  2. ใบเตย 8-10 ใบ (นำมาหั่น เพื่อเตรียมคั้น)
  3. ใบเตย 5 ใบ (นำมาขยำกับไข่ ดับคาว)
  4. ไข่ไก่ 6 ฟอง (เราใช้เบอร์ 2)
  5. น้ำตาล 150 กรัม
  6. วนิลลาสกัด 1/4 ช้อนชา

วิธีทำสังขยาใบเตย

  1. นำกะทิกับใบเตยมาคั้นรวมกัน (หรือปั่นก็ได้) แล้วนำมาพักไว้ก่อน
  2. นำไข่ 6 ฟอง, กลิ่นวนิลลา และใบเตย 5 ใบ นำมาขยำๆ ดับกลิ่นคาวไข่
  3. จากนั้นนำน้ำกะทิใบเตยมาผสมกับไข่คนให้เข้ากัน นำมากรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ส่วนผสมเนียนเข้ากันมากขึ้น
  4. ใส่น้ำตาล คนให้น้ำตาลละลาย และนำไปตุ๋น โดยต้มน้ำให้เดือดในกระทะ นำผ้ามารองก้นกระทะ แล้วค่อยนำหม้อลงไปวาง คนส่วนผสมไปเรื่อยๆ จนกว่าส่วนผสมจะข้นหนืดเป็นรอยตะกร้อที่เห็นชัด
  5. นำขึ้นมาพัก หากต้องการให้เย็นลงเร็วๆ ก็นำไปอังในน้ำเย็นจัดใส่น้ำแข็ง และคนสังขยาให้คลายร้อน
***หากสังขยาจับตัวเป็นก้อนๆ เนื้อไม่เนียน อยากได้เนื้อเนียนขึ้น ให้นำไปกรองบนกระชอนถี่อีกครั้ง
***สูตรสังขยาใบเตยไร้แป้ง จะได้รสชาติที่เข้มข้นมาก รสชาติหวานมันจากกะทิ และความข้นจากไข่ ซึ่งสูตรนี้สำหรับติ๊ก เมื่อทานไปเรื่อยๆ รู้สึกจะเลี่ยน เพราะเข้มข้นเกินไป หรืออาจเป็นเพราะเราชินกับการทานสังขยาที่ซื้อตามร้าน จะผสมน้ำและแป้งสะเยอะก็เป็นได้ ไว้รอบหน้าติ๊กจะทำสังขยาใบเตยใส่แป้ง และผสมน้ำเพื่อเจือจางความเข้มข้นดู เผื่อว่ารสชาติจะได้เบา และทานได้ไม่เลี่ยน

สังขยาใบเตย


ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2559

เค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม Chocolate Fudge Cake

เค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม



วันนี้เราจะมาทำเค้กเช็อคโกแลตหน้านิ่มสุดฮิต อีกหนึ่งเมนูยอดนิยม และมีเพื่อนขอมาหลายท่าน ให้ติ๊กทำคลิปสาธิตแบบละเอียดๆ เหมือนเค้กส้ม ก็ได้ฤกษ์ยามที่ได้ทำคลิปกันสักที หลังจากที่ผลัดมานาน เพื่อไม่ให้เสียเวลา ไม่ต้องเกริ่นเยอะ เข้าเรื่องสูตรกันเลยค่ะ

สูตรเค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม 3 ปอนด์

ตัวเค้ก เราจะทำเค้กชิฟฟ่อนช็อคโกแลตกันนะคะ ขอแบ่งส่วนผสมออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ค่ะ
ส่วนผสมที่ 1 ส่วนผสมแห้ง
  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
  3. เบกกิ้งโซดา 3/4 ช้อนชา
  4. โกโก้ 40 กรัม
  5. น้ำตาลป่น 120 กรัม
  6. เกลือ 1/4 ช้อนชา
ส่วนผสมที่ 2 ส่วนผสมเปียก
  1. กรีกโยเกิร์ต 120 กรัม หรือโยเกิร์ตยี่ห้อไรก็ได้ แต่ความเข้มข้นและไขมันที่ได้อาจจะน้อยกว่า
  2. ไข่แดง 3 ฟอง
  3. น้ำมันทานตะวัน 120 กรัม หรือ น้ำมันพืชทั่วๆไป
  4. วนิลลาสกัด 2 ช้อนชา
  5. กลิ่นเนย 1 ช้อนชา
ส่วนผสมทำเมอแรงค์
  1. ไข่ขาว 4 ฟอง
  2. น้ำตาลป่น 70 กรัม

วิธีทำเค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม

  1. นำส่วนผสมแห้งทั้งหมดมาร่อน ผสมรวมกัน และทำบ่อหลุมตรงกลาง
  2. นำส่วนผสมของเหลวทั้งหมดมาผสมรวมกัน คนให้เข้ากัน
  3. นำของเหลวที่ได้ เทลงไปผสมในส่วนผสมที่ 1 ที่เป็นของแห้งที่ร่อนเตรียมไว้
  4. ตะล่อมให้เข้ากันดี ส่วนผสมจะข้นหนืด ต้องไม่เป็นเม็ดแป้ง และพักทิ้งไว้ก่อน
  5. ตีไข่ขาวสปีดปานกลางจนขึ้นเป็นฟองฟูๆ แล้วบีบมะนาวลงไป 3-4 หยด ตีต่อจนไข่ขาวเริ่มเป็นครีม ใส่น้ำตาลป่นลงไป ทะยอยใส่จนหมด เมื่อตีไข่ขาวจนตั้งยอดอ่อนดีแล้ว ให้หยุดตี อย่าตีนานจนเป็นยอดแข็ง ไม่งั้นละก็เนื้่อเค้กที่ได้จะหยาบร่วนไม่อร่อยนะจ๊ะ ***ลักษณะเมอแรงค์ที่ได้จะคล้ายซอฟท์ครีม เนื้อครีมจะงอนโค้งติดที่ปลายตะกร้อ***
  6. ตักแบ่งมาใส่ผสมกับส่วนผสมของช็อคโกแลตที่ผสมไว้เมื่อสักคู่ แบ่งเมอแรงค์เป็น 3 ส่วน ตะล่อมๆ ให้เข้ากัน เมื่อส่วนผสมเข้ากัน ให้ตะล่อมต่ออีกนิด
  7. เทลงพิมพ์ 3 ปอนด์ วางกระดาษไขรองก้นพิมพ์
  8. เคาะไล่ฟองอากาศ
  9. อบไฟล่าง 150 องศา 40 นาที ประมาณนาทีที่ 30 สังเกตุเค้กจะขึ้นฟู 90% ให้เปลี่ยนโหมดไฟ ไปใช้ไฟบนล่าง
  10. เมือเค้กขึ้นฟูเต็มรูปดีแล้ว ให้เช็คเค้กสุก โดยนำไม้จิ้มฟันจิ้มลงไปตรงกลางเนื้อเค้ก จะต้องไม่มีคราบของเหลวติดไม้จิ้มฟัน

สูตรทำซอสช็อคโกแลตราดบนเค้ก

ซอสช็อคโกแลตสูตรนี้ จะเข้มข้นช็อคโกแลต และเป็นสูตรที่เราไม่ใส่ผงวุ้น แต่ซอสสามารถเซ็ตตัวได้ดี บอกเลยไม่ต้องพึ่งผงวุ้นจ้า

ส่วนผสมซอสช็อคโกแลต ประกอบไปด้วย
  1. นมสด 100 กรัม
  2. แป้งข้าวโพด 35 กรัม
  3. นมสด 200 กรัม
  4. น้ำเปล่า 200 กรัม
  5. ผงโกโก้ 40 กรัม
  6. ช็อคแท่ง Unsweet Choc 50 กรัม
  7. น้ำตาลทราย 200 กรัม
  8. เนยสดเค็ม 120 กรัม

วิธีทำซอสช็อคโกแลตราดบนเนื้อเค้ก

  1. ผสมแป้งข้าวโพด กับ นมสด 100 กรัม คนให้ละลายพักทิ้งไว้
  2. ต้มนมสด น้ำเปล่า ผงโกโก้ น้ำตาล ช็อคโกแลตแท่ง ผสมรวมกัน ต้มให้ทุกอย่างละลาย และเดือด
  3. นำแป้งข้าวโพดที่ละลายกับนมสดแล้ว ค่อยๆ เทลงไปในน้ำช็อคโกแลต ก่อนเทแป้งให้เอาช้อนคนๆ แป้งก่อนเทนะ เพื่อแป้งมันนอนก้นอยู่
  4. ระหว่างที่เทน้ำแป้งข้าวโพด ให้คนซอสช็อคไปด้วย คนเร็วให้น้ำแป้งกระจายตัว จนกระทั่งซอสช็อคข้นหนืด เห็นเป็นรอยตะกร้อชัดเจน ก็ปิดเตาได้เลย
  5. ใส่เนยสดเค็มลงไป คนให้ละลาย เข้ากันดี เป็นอันเส็ดแล้วจ้า
***สำหรับการราดซอส ดูตามคลิปได้เลยนะคะ***

      เค้กช็อคโกแล๊ตหน้านิ่มสูตรนี้ บอกเลยว่าอร่อยมากค่ะ ตัวเค้กนี้นิ่มสุดๆ และซอสก็เข้มข้นไม่หวานจนเกินไป ทานกับเค้กเข้ากันดีมาก แบบว่าละล๊าย ละลาย แต่ทว่าซอสช็อคสูตรนี้ของติ๊ก มันจะเซ็ตตัวไวมาก เวลาราดซอสคลุมเค้ก มันจะกองกระจุกตรงกลาง ด้วยที่มันข้นหนืด เซ็ตตัวเร็วกว่าที่ติ๊กคิด ทำให้ในการปาดจึงไม่เรียบเนียนนัก รอบหน้าติ๊กจะปรับสูตรอีกนิดหน่อย ทำตัวซอสให้สามารถราดได้เรียบเนียน แล้วจะเอามาแชร์กันค่ะ
เค้กช็อคโกแลตหน้านิ่ม



ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บราวนี่หน้ากรอบ เนื้อหนึบ ละลายในปาก

บราวนี่หน้ากรอบ เนื้อหนึบ ละลายในปาก

Crispy & Fudge Brownies



      วันนี้ติ๊กมีเวลามาอัพเดท blog หลังจากที่ได้อัดคลิป บราวนี่หน้ากรอบไปนานมากแล้ว แต่ก็ไม่ได้ลงสูตรใน blog ตัวเองสักที

      ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าติ๊กชอบอบบราวนี่มากค่ะ และพยายามจะหาสูตรอบบราวนี่ต่างๆ ให้ได้ผลลัพธ์อย่างที่เราต้องการ และนี่ก็เป็นอีกผลงานหนึ่ง ที่ติ๊กอยากนำเสนอ เพราะเป็นรสชาติบราวนี่ที่อร่อยมากอีกสูตรของติ๊ก เพื่อนไม่ต้องเบื่อกันนะคะ นอกจากสูตรบราวนี่นี้ ติ๊กเองก็จะมีสูตรบราวนี่อีกมากมายมาลงได้อีก ก็คนมันชอบทาน ชอบความหลากหลายอ่ะเนาะ 555

      มาว่ากันถึงรสชาติบราวนี่หน้ากรอบ สูตรล่าสุดตัวนี้ ติ๊กยังคงเน้นช็อคโกแล็ตเข้มข้น และสูตรนี้จะมีความฟินตรงที่เมื่อเราได้กัดบราวนี่ลงไป เนื้อบราวนี่แทบจะละลายเลยค่ะ อร่อยมากทีเดียว แต่ก็ใช้ช็อคที่สิ้นเปลืองไม่น้อยด้วย 555

เรามาดูสูตรบราวนี่กันค่ะ

สูตรบราวนี่
  1. เนยสด 130 กรัม
  2. ช็อคโกแลต 240 กรัม (เราใช้ยี่ห้อ Ghirardelli Cocoa 60% 180 กรัม และ Ghirardelli Semi Sweet 60 กรัม)
  3. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
  4. ไข่ไก่ (เบอร์ 0) 2 ฟอง
  5. วนิลลาสกัด 2 ช้อนชา
  6. น้ำตาลทราย 135 กรัม
  7. แป้งอเนกประสงค์ 85 กรัม
วิธีทำบราวนี่
  1. นำเนยสด และช็อคโกแลต เกลือ ไปละลายให้เข้ากัน และพักทิ้งไว้
  2. ตอกไข่ไก่ แยกไข่ขาวไข่แดงออก
  3. นำไข่ขาวมาตีกับน้ำตาลให้ขึ้นฟู (ใช้สปีดต่ำ) ตีจนเป็น Soft Cream และน้ำตาลละลายหมดจนขึ้นเงางาม ไม่ต้องตีจนตั้งยอดนะค่ะ แล้วค่อยใส่ไข่แดง กับวนิลลาสกัด ตีให้พอเข้ากัน
  4. จากนั้นนำช็อคโกแล็ตละลาย นำมาผสมลงในไข่ที่เราตี ตีต่อให้เข้ากัน และข้นหนืด
  5. ใส่แป้งและเกลือลงไปผสมต่อ ตีให้เข้ากันดี ส่วนผสมที่ได้จะขึ้นเงาสวย และมีความหนืด
  6. นำไปอบไฟบนล่าง ด้วยอุณหภูมิ 180 องศา อบ 20 นาที
  7. เมื่อนำออกมาจากเตา ควรพักทิ้งไว้ให้เย็น และนำใส่ตู้เย็น 1 คืน ก่อนนำมาตัดทาน บอกเลยว่ารสชาติจะชุ่มฉ่ำมาก

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2559

Ichigo Daifuku

ไดฟูกุถั่วแดงสอดไส้สตอเบอรี่


ช่วงวันหยุดสงกรานต์ ติ๊กไม่ได้ไปเที่ยวไหนเลย ก็ตั้งใจไว้ว่าจะหัดทำขนมไดฟูกุ ปกติแล้วที่ผ่านมาติ๊กไม่ได้ชอบทานโมจิ และไดฟูกุเท่าไรนัก เพราะทานมากี่ที่ แป้งขนมนั้นไม่อร่อย บางทีแข็งไป จืดไป ไม่เหนียวหนึบก็มี ไม่ถูกปากติ๊กเลย จนกระทั่งติ๊กได้มาลองทานขนมไดฟูกุถั่วแดงสอดไส้สตรอเบอรี่ ของร้านมูเทกิ (Muteki) จริงๆ ติ๊กก็ไม่ได้คาดหวังกับเมนูนี้เท่าไรหรอกนะ แต่อยากลองให้รู้รสชาติ ว่าทำไมร้านนี้ถึงขึ้นชื่อนัก เมื่อได้ทานคำแรกไปแทบกรี๊ด...แบบว่าฟินมาก มันเป็นอะไรที่ใช่เลย แป้งโมจินั้นอร่อยมาก ไส้ถั่วแดงก็ทำจากถั่วแดงจริงๆ บอกเลยว่าติ๊กติดใจมาก และได้มีโอกาสไปทานร้านนี้ถึง 2 ครั้ง ไม่สามารถลืมรสชาติไดฟูกุร้านนี้ได้เลย ใจมันเรียกหาอยากจะทานอีกอยู่เรื่อยๆ แต่... ราคานั้นโหดร้ายมาก ถ้าไปทานบ่อยๆ ก็ไม่ไหวนะ ลูกละตั้ง 120 บาท ติ๊กทานไป 2 ลูก ก็ 240 บาท (ราคานี้ ติ๊กสามารถนำไปซื้อสตรอเบอรี่นอกมาทำขนมได้แล้ว) เลยเป็นเหตุให้ติ๊กหัดทำขนมไดฟูกุเองดีกว่า เอาล่ะ...เกริ่นมาสะเยอะ เรามาเริ่มที่สูตรกันก่อนเลยนะคะ

สูตรถั่วแดงกวน
  1. ถั่วแดง 300 กรัม
  2. น้ำตาลทรายแดง 8 ช้อนโต๊ะ
  3. น้ำตาลทราย 100 กรัม
  4. น้ำต้มที่ได้จากถั่วแดง 100 กรัม
  5. แป้งกวนไส้ 10 กรัม
วิธีทำถั่วแดงกวน
  1. ล้างถั่วแดงให้สะอาด นำถั่วไปแช่น้ำข้ามคืน แช่จนมันอืดเลยค่ะ
  2. จากนั้นกรองน้ำออกให้หมด นำถั่วแดงใส่หม้อ เติมน้ำสะอาดให้ท่วมถั่วแดง เพื่อที่จะเอาไปต้ม
  3. ต้มถั่วแดงให้เดือด ใส่น้ำตาลทรายแดง 8 ช้อนโต๊ะ น้ำตาลจะซึมเข้าถั่วแดงทำให้หวานเล็กน้อย
  4. เมื่อถั่วแดงต้มเดือดแล้วให้เบาไฟลง เป็นไฟปานกลาง ต้มไปเรื่อยๆ จนกว่าถั่วแดงจะสุกนิ่ม ค่อนไปทางเปื่อย เราใช้เวลาไปเกือบ 4 ชั่วโมงได้
  5. กรองน้ำออก เอาแต่ถั่วแดงใส่หม้อ
  6. นำแป้งกวนไส้ และ น้ำต้มที่ได้จากถั่วแดง นำมาผสมกัน คนให้ละลายเข้ากัน แล้วเทใส่ถั่วแดง
  7. เริ่มกวนถั่วแดง แรกๆ ใช้ไฟแรงก่อนได้ จนถั่วแดงเดือดร้อน ค่อยลดระดับไฟเป็นไฟอ่อนๆ กวนไปเรื่อยๆ
  8. ระหว่างกวนถั่วแดง ก็ทะยอยเติมน้ำตาลทรายไปด้วย
  9. กวนถั่วแดงไปเรื่อย จนถั่วแดงเริ่มจับตัวเป็นก้อนๆ จนสามารถปั้นได้ก็ใช้ได้แล้ว
  10. นำถั่วแดงมาพักทิ้งไว้ให้เย็น
  11. เก็บรักษาถั่วแดงกวน โดยการนำมาห่อแร๊พให้มิดชิด และเก็บใส่ตู้เย็น
**ถั่วแดงกวนที่ได้จากสูตรนี้ จะไม่เนียนละเอียด หากใครชอบเนียนให้เอาไปปั่นก่อนเอามากวน แล้วถ้าใครชอบแบบเหนียวหนึบ แฉะๆ ก็ให้ใส่แบะแซ หรือกลูโคสไซรัป หรือคอร์นไซรับ


สูตรแป้งโมจิ สำหรับทำไดฟูกุ
  1. แป้งข้าวเหนียว (Glutinous Rice Flour) 70 กรัม
  2. แป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Flour) 30 กรัม
  3. แป้งมันสำปะหลัง (Tapioca Flour) ตามต้องการ มาโรยเป็นแป้งนวล
  4. น้ำตาลทราย (Sugar) 40 กรัม
  5. น้ำเปล่า (Water) 150 มิลลิลิตร
**ด้วยที่เป็นการทำครั้งแรก ขอออกตัวแรงๆว่าติ๊กไม่โปรเลยสักนิด ถือว่าเป็นการสาธิตแบบมือใหม่ไปละกันเนาะ ดังนั้นใครไม่เคยทำขนม ติ๊กรับรองว่าทำได้แน่ๆ เพราะติ๊กยังทำได้เลย ทำได้แบบทุลักทุเลทีเดียว

วิธีทำไดฟูกุ
  1. สูตรแป้งนี้จะทำได้ประมาณ 12 ชิ้น หากรีดแป้งให้บาง แต่ถ้าต้องการแป้งหนาขึ้นมาหน่อย ก็ตัดแบ่งแป้งสัก 8-9 ชิ้น
  2. เริ่มแรกจากการปั้นถั่วแดงก่อน นำถั่วแดงกวนออกมาปั้น ก้อนละสัก 30 กรัม
  3. เมื่อปั้นเสร็จ ก็นำถั่วแดงกวนมาสอดไส้สตรอเบอรี่ ด้วยการกดถั่วแดงให้แบนราบ และเอาหัวสตรอเบอรี่ปักลงบนถั่วแดง นวดคลึงถั่วแดงขึ้นมาด้านบนให้ปกคลุมสตรอเบอรี่ให้หมด แล้วกลับด้านถั่วแดง เอาหัวสตรอเบอรี่ขึ้นมา คลึงถั่วแดงให้กลมสวย ทำจนครบทุกลูก
  4. ผสมแป้งข้าวเหนียว แป้งมันสำปะหลัง คนให้เข้ากัน
  5. นำน้ำตาลทราย และน้ำเปล่า มาผสมกัน คนให้น้ำตาลละลาย แล้วค่อยๆ เทลงในชามแป้ง ผสมแป้งกับน้ำให้เข้ากันดี
  6. นำไปอบด้วยไมโครเวฟ ไฟปานกลาง รอบละ 1 นาที ทำ 4 รอบ รวมแล้วใช้เวลาอบไป 4 นาที
  7. เมื่อแป้งสุก เนื้อแป้งจะใส ให้นำแป้งมันที่เตรียมไว้สำหรับแป้งนวล โรยลงบนพื้นที่ที่เราจะปั้นแป้ง และบนแป้งโมจิ และไม้พาย แป้งมีความเหนียวมาก ต้องโรยแป้งนวลให้ทั่วเลยนะ
  8. จากนั้นก็แบ่งแป้งให้ได้ 12 ชิ้น แล้วเริ่มปั้นทีละชิ้น
  9. รีดแป้งให้บางตามที่ต้องการแล้วนำมาห่อถั่วแดง ในการห่อนี้ติ๊กเองไม่ถนัด ใครถนัดห่อแบบไหนก็ทำตามที่ต้องการเลย ทำยังไงก็ได้ให้แป้งเรียบตึงเป็นก้อนกลมๆ สวยๆ ติ๊กใช้วีธีค่อยๆดึงแป้ง มาที่ก้น แล้วก็นำกรรไกรมาตัดแป้งที่ก้นออก ที่ทำแบบนี้เพราะตอนขึ้นรูปแป้งติ๊กไม่ได้ปั้นเป็นก้อนกลม แล้วคลึงเป็นกลมๆ ทำให้แป้งไม่สามารถประกบได้พอดี อีกทั้งรีดแป้งบางมาก แป้งเลยเหลือพื้นที่เยอะ เลยต้องตัดทิ้งออกไปพอควร เมื่อตัดเล็มแป้งออก ตัวก้นไดฟูกุก็ติดกันสนิทพอดีด้วย แล้วนำไปคลุกแป้ง วางลงบนกระดาษไข หรือ กระทงจีบ เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

       ผลงานที่ได้ ตัวแป้งโมจิเมื่อทำเสร็จใหม่ๆ โดยยังไม่เก็บตู้เย็น แป้งนุ่มเหนียวยืด เมื่อใส่ตู้เย็นค้างคืนสักคืนยังคงนุ่มอยู่ แต่ไม่หนึบยืดเท่ากับตอนทำใหม่ๆ พอผ่านไปคืนที่ 2 แป้งจะกระด้างขึ้น แต่ไม่แข็งโป๊กนะ ติ๊กแช่ไปผ่านไป 3 คืน แป้งไม่ยืดแล้ว กระด้างและแห้งขึ้นอีก แต่ก็ยังทานได้
     
       สรุปคือ สูตรนี้เราให้คะแนนตัวเอง 7/10 หักคะแนนที่แป้งโมจิ ยังต้องปรับสูตรให้แป้งชุ่มชื้น เรารู้สึกว่าแป้งไม่เก็บกักความชุ่มชื้นเอาไว้ ยิ่งพักทิ้งไว้ โดยเฉพาะในตู้เย็นแป้งจะยิ่งแห้งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เหนียวเลย คาดกว่าครั้งหน้า เราจะลองเพิ่มน้ำตาล น้ำเปล่า และลองใส่นม กับ Corn Syrup เพิ่มดู ว่าจะทำให้แป้งชุ่มชื้นขึ้นมั้ย กับอีกทีก็คงต้องไปหาซื้อแป้งญี่ปุ่น Mochiko Sweet Rice Flour มาทำ เห็นเขาว่าเป็นสุดยอดแป้งในการทำโมจิญี่ปุ่น ทำออกมาได้อร่อยเลิศตามรสต้นตำรับ หาซื้อในไทยหายากมาก เท่าที่ดูต้องสั่งจาก Amazon นำเข้ามาเลยทีเดียว

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559

Caramel Cornflake

คอร์นเฟลกคาราเมล      

      ติ๊กต้องขอโทษเพื่อนๆนะคะ ที่ติ๊กห่างหายไปนานเลย ติ๊กติดภาระกิจต้องเตรียมงานออกบูธของออฟฟิศ และเตรียมโปรโมทสินค้าใหม่ของบริษัทฯ ทำให้งานมากินเวลาส่วนตัวของเราไปพอสมควร
ช่วงนี้ก็พอเพลาๆ ลงไปบ้าง ติ๊กก็เลยมาอบขนมฝึกปรือฝีมือกันดีกว่า วันนี้ติ๊กจะทำคอร์นเฟลกคาราเมล เมนูนี้เป็นเมนูยอดฮิตมาตั้งแต่ปีที่แล้ว สังเกตุว่าเวลาไปไหนมีคอร์นเฟลกคาราเมลวางขายเต็มไปหมด มีทั้งขายออนไลน์ รับออร์เดอร์ ขายตามตลาดนัด ขายขึ้นห้าง เป็นอะไรที่ฮิตสุดๆ ถึงอย่างไรกระแสความนิยมคอร์นเฟลกคาราเมลก็ยังคงมีอยู่ถึงตอนนี้ ก็ยังคงมีกลุ่มคนที่ชอบทาน แม้ช่วงนี้จะไม่ใช่กระแสของขนมคอร์นเฟลกคาราเมลก็ตาม

      เอาล่ะค่ะ ขอออกตัวของสูตรคอร์นเฟลกคาราเมล บอกเลยว่าสูตรนี้ได้ลองผิดถูกมา 3 ครั้ง โดยโจทย์มีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้คอร์นเฟลกคาราเมลของเรานั้น กรอบ และก็กรอบ กรอบนาน แห้งไม่แฉะ ไม่เหนียว เก็บได้ยาวนานโดยไม่ชื้น ไม่ต้องใส่ตู้เย็น (บอกเลยว่าที่วางขายๆ กันอยู่ ที่ว่าอร่อยเลิศแล้ว ดีงามมาก เจ้าดังต่างๆ ก็ไม่ถูกใจติ๊กสักร้านเลยค่ะ เลยต้องมานั่งคิดทำเอง) และแล้วอยู่ดีๆ ก็ปิ๊งขึ้นมา เทคนิคการอบคอร์นเฟลกให้กรอบนานและแห้ง เรามาดูสูตรกันเลยดีกว่าค่ะ


เริ่มจากการทำคาราเมลก่อนนะคะ
สูตรคาราเมล
  1. น้ำเปล่า 4 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำตาล 120 กรัม
  3. วิปปิ้งครีม 200 มิล
  4. เนยเค็ม 30 กรัม
  5. วนิลลาสกัด 1/2 ช้อนชา
วิธีทำคาราเมล
  1. นำน้ำตาล และน้ำเปล่า ใส่กระทะขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟแรงไปเลยค่ะ จนเดือดและเราก็ปล่อยให้เขาเดือดต่อ เคี่ยวไปสักพักให้น้ำตาลออกขมเล็กน้อย และมีกลิ่นหอมไหม้ เราสามารถทดลองชิมให้แน่ใจว่าได้รสและกลิ่นตามที่ต้องการ
  2. จากนั้นใส่วิปปิ้งครีมลงไป คนให้เข้ากัน จนเดือด แล้วปิดเตาค่ะ
  3. ใส่เนยเค็ม คนให้เข้ากัน แล้วใส่วนิลลาสกัด จากนั้นก็พักไว้
เรามาอบคอร์นเฟลกกันต่อเลย คอนเฟลกสูตรนี้ เราจะอบ 2 รอบ ดังนี้
ขั้นตอนแรก
  1. คอร์นเฟลก 200 กรัม
  2. แป้งอเนกประสงค์ 1 ช้อนโต๊ะ
  3. เนยเค็มละลายประมาณ 80 กรัม
วิธีอบคอร์นเฟลก
  1. เราผสมคอร์นเฟลกกับแป้ง คลุกให้เข้ากัน และค่อยๆใส่เนยละลาย คลุกให้เข้ากันดี การที่เราเตรียมคอนเฟลกแบบนี้ก่อน จะทำให้คอร์นเฟลกของเรากรอบหอมได้ยาวนาน ไม่แฉะค่ะ เพราะเรามีแป้งเป็นตัวช่วยนั่นเอง
  2. จากนั้น นำใส่ถาดรองด้วยแผ่นรองอบ เข้าอบด้วยไฟบนล่างพัดลม 140 องศา 15 นาที
  3. เมื่ออบเสร็จแล้ว ผิวของคอร์นเฟลกนั้นจะแห้งสนิท ไม่แฉะเหมือนตอนแรกแล้ว
ขั้นตอนสอง เตรียมอบคอร์นเฟลกคาราเมล
  1. อัลมอนด์สติ๊ก 2 กำมือ + แครนเบอรี่ ลูกเกด ผสมกัน 4 กำมือ และคาราเมลเล็กน้อย นำทุกอย่างมาผสมกัน
  2. ใส่คอนเฟลกที่อบรอบแรกไปแล้ว 100 กรัม
  3. ใส่คาราเมล 1 ช้อนโต๊ะ และผสมให้เข้ากัน ทำอย่างนี้ 3 รอบ (เท่ากับว่าเราใส่คาราเมลทั้งหมด 3 ช้อนโต๊ะ)
  4. นำใส่ถาด เข้าอบด้วยไฟบนล่างพัดลม 160 องศา 10 นาที
      เมื่ออบเสร็จ คอร์นเฟลกของเราจะแห้งสนิทเลย น้ำตาลคาราเมลจะแห้งเคลือบไปกับขนม จากนั้นเราพักทิ้งไว้ให้คลายร้อนลงหน่อย ก่อนที่จะเก็บ
     ในการเก็บรักษา ติ๊กจะใส่ถุงและซีลปิดเลย หรือ ไม่ก็ใส่ขวด Ball jar ที่ฝาจะล๊อค 2 ชั้น ไม่จำเป็นต้องใส่ตู้เย็น เก็บไว้ข้างนอกได้นาน แต่นานแค่ไหนติ๊กก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะของติ๊กอยู่ได้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หมดแล้วจ้า ติ๊กหวังว่าเพื่อนๆ จะชอบสูตรนี้เหมือนกับที่ติ๊กชอบนะคะ

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

การตีไข่ขาวให้ตั้งยอด

การตีไข่ขาวให้ตั้งยอด

เวลาติ๊กทำเค้กใหม่ๆ นั้น แล้วอ่านสูตร จะมีบางสูตรให้เราแยกไข่ขาวออกมาตี ให้ตั้งยอดอ่อน ซึ่งติ๊กจะงงเล็กน้อยว่า ตีให้ตั้งยอดอ่อนนี่ต้องประมาณไหน ติ๊กจำได้ว่าครั้งแรกที่ติ๊กตีไข่ขาวให้ตั้งยอดนะ เขาให้ตียอดอ่อน ซึ่งติ๊กก็กะไม่ค่อยจะถูก ตีไปนานเกินเพราะกัวไข่ขาวตั้งยอดไม่ดี เลยตีสะจนตั้งยอดแข็ง เค้กนี้ออกมากระด้างเลย เมื่อฝึกไปบ่อยๆ ทำเค้กหลายๆครั้ง เริ่มคุ้นมือก็รู้ล่ะว่าต้องตีประมาณไหน

วิธีการตีไข่ขาวให้ตั้งยอดอ่อน


ติดตามเรื่องราว Ms.andMrs.Brown

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

บัตเตอร์เค้ก

บัตเตอร์เค้ก



      บัตเตอร์เค้ก เป็นเค้กชนิดแรกที่ติ๊กนึกถึงในการหัดทำขนมใหม่ๆ เพราะว่าเป็นเค้กที่ทำได้ง่ายมากที่สุด ครั้งแรกของการทำ ติ๊กเลือกที่จะใช้สูตร Butter Cake ใส่สารเสริม EC25K และก็เป็นสูตรที่ติ๊กใช้ทำมาตลอด เพราะได้เนื้อเค้กที่นุ่มเนียนมาก ทำกี่ทีกี่ทีก็ต้องมีสารเสริมตัวนี้คอยช่วยเสมอ
      มาครั้งนี้ ติ๊กอยากลองทำ Butter Cake โดยไม่ใช้สารเสริม และอยากได้เค้กที่นุ่ม มีปริมาตร ติ๊กเลยเลือกทำ Butter Cake ใช้สูตรแยกไข่ขาว ไข่แดง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ติ๊กได้เค้กที่มีปริมาตรดีมาก เนื้อเค้กฟู และนุ่มพอใช้ได้ แต่เนื้อไม่เนียนเท่ากับใช้สารเสริม เอาล่ะ..เรามาดูวิธีทำบัตเตอร์เค้กวันนี้กัน

สูตรบัตเตอร์เค้ก (3 ปอนด์) / Butter Cake Recipe
  1. แป้งเค้ก 227 กรัม
  2. ผงฟู 3 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  4. เนยเค็ม 227 กรัม
  5. น้ำตาลป่น 180 กรัม
  6. ไขไก่ทั้งฟอง (เบอร์ 2) 3 ฟอง และ ไข่ขาว 1 ฟอง (ในคลิปติ๊กไม่มีไข่เบอร์ 2 มีแต่ไข่ไซส์เล็ก ติ๊กเลยใช้ไข่ไก่ 4 ฟอง และ ไข่ขาว 1 ฟอง)
  7. วนิลลา 2 ช้อนชา
  8. นมสด 150 กรัม
วิธีทำบัตเตอร์เค้ก
  1. ทาน้ำมันบางๆ ที่พิมพ์ และวางกระดาษไขไว้ที่ก้นพิมพ์ ติ๊กใช้พิมพ์ขนาด 3 ปอนด์
  2. ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ พักทิ้งไว้
  3. หั่นเนยเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปตีสปีดต่ำ ให้เนยอ่อนตัว และเนียน
  4. แบ่งน้ำตาลมาครึ่งหนึ่ง ใส่น้ำตาลลงไปตี ปรับสปีดตีเป็นสปีดสูงสุด ตีให้เนยขึ้นฟู จนมีลักษณะเป็นสีครีม
  5. เตรียมไข่ นำไข่มาแยกไข่แดง ไข่ขาว 
  6. จากนั้นนำไข่แดงทั้งหมดไปผสมลงในเนย ตีสปีดกลาง ตีเพียงให้เข้ากัน และใส่วนิลลา แล้วตีต่อให้พอเข้ากัน
  7. ใส่แป้งลงไปผสม แบ่งใส่ 1/3 (แบ่งผสม 3 ส่วน) และตะล่อมให้เข้ากัน และ ใส่นมสด 1/2 ลงไปผสมให้เข้ากัน และทำวนแบบนี้จนแป้งหมด
  8. ในขั้นตอนนี้จะเห็นว่าในคลิปติ๊ก ค่อนข้างทุลักทุเล เนื่องจากเป็นเค้กเนย ส่วนผสมค่อนข้างแน่น ใช้พายผสมยากอยู่ (ติ๊กไม่มีแรงนั่นเอง) สุดท้ายติ๊กดูแล้ว ส่วนผสมไม่เข้ากันเลย ติ๊กเลยเปลี่ยนใช้เครื่องตีมาช่วยทำให้ส่วนผสมทั้งหมดเข้ากันได้ดี 
  9. นำไข่ขาวมาตีให้ขึ้นเป็นฟอง จากนั้นใส่น้ำตาล และตีด้วยสปีดกลาง จนเป็นสีขาว ตั้งยอดอ่อน
  10. นำไข่ขาว แบ่งผสมส่วนผสมแรก ค่อยตะล่อม จนเข้ากันดี แต่ติ๊กต้องใช้เครื่องตีช่วยเนื้อแบทเทอร์คนข้างหนัก ตะล่อมเข้ายาก เลยใช้เครื่องตีสะเลย โดยใช้สปีดต่ำ
  11. เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้ เคาะไล่ฟองอากาศ เคาะหลายๆครั้งหน่อย แล้วเอาไม้จิ้มฟัน หรือ ส้อม กรีดตัดฟองอากาศใหญ่ ไม่งั้นตอนอบ หน้าเค้กจะมีฟองอากาศตรึม
  12. นำเข้าอบไฟล่าง 160 องศา ประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ติ๊กอบค่อนข้างนาน เนื้อเค้กสุกยาก เพราะมีไขมันเยอะ 
  13. ก่อนจะเอาเค้กออกจากเตา เช็คสุกให้ดีก่อน ถ้ายังมีคราบติดอยู่ ยังไม่สุกนะ ต้องอบต่อ
***ในการอบบัตเตอร์เค้ก หากมีฟองอากาศขึ้นมาหน้าเค้กเยอะมาก ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะ เป็นเรื่องปกติ***
   
      ผลลัพธ์ของบัตเตอร์เค้ก เนื้อค่อนข้างแน่น นิ่มพอใช้ได้ เป็นเค้กที่ทานชิ้นเดียวแล้วอิ่มบอกเลย ส่วนรสชาตินั้น ติ๊กนำไปให้เพื่อนๆที่ออฟฟิศทานกัน ทุกคนชอบกันหมด อาจเป็นเพราะติ๊กรีบเสิร์ฟตอนเช้ามั้ง เพื่อนๆทานแทนข้าวเช้ากันเลย คงจะหิว เลยอร่อย....555
      โดยส่วนตัว ติ๊กชอบบัตเตอร์เค้ก ที่ใส่สารเสริมมากกว่า เพราะทำให้เนื้อเค้กเนียน นุ่มกว่า เหมือนทานเค้ก S&P เลย ไว้รอบหน้าติ๊กจะทำบัตเตอร์เค้กใส่สารเสริมให้ชมกันนะจ๊ะ

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

พิซซ่าไมโครเวฟ ใช้แป้งตอร์ติญ่า

พิซซ่าไมโครเวฟ




ปกติแล้วติ๊กจะชอบทำพิซซ่าอิตาเลียนทานเองที่บ้าน แต่ด้วยคราวนี้ ติ๊กขี้เกียจมากๆ และนึกอยากจะทานพิซซ่าขึ้นมา ติ๊กคิดได้ว่าในตู้เย็นมีแป้งตอร์ติญ่าอยู่ ติ๊กเลยเอามาจัดสะเลย เรียกได้ว่าเมนูนี้มีอะไรในตู้เย็น ก็เอามาใส่ๆ ให้หมดเลยจ้า ผลลัพธ์ออกมา ก็อารมณ์คล้ายทานเคบับผสมแซนวิชแฮมชีส จะมีความเป็นพิซซ่า ก็ตรงกลิ่นใบออริกาโน่นี่แหละจ้า

ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

วันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559

Orange Cake

เค้กส้ม


     วันนี้ติ๊กจะมาสาธิตการทำเค้กส้มค่ะ เป็นเค้กอันดับหนึ่งในใจติ๊ก ชอบมาก ทำทานเองบ่อยครั้ง และเป็นเค้กที่ชอบทำแจกญาติๆ เพื่อนๆ ได้ทานกัน

     ตอนหัดทำใหม่ๆนะคะ บอกเลยว่าราดซอสส้มไม่สวยเลย มือใหม่หัดทำ ยังกวนซอสไม่เข้าที่บ้าง ราดเยอะเกินไปบ้าง ราดแบบกะไม่ถูก ราดหลายรอบ จนหน้าเค้กเป็นคลื่นเลยก็มี หลากหลายความผิดพลาดของการทำขนม แต่พอเราหัดทำบ่อยๆ นะคะ ก็จะคุ้นมือ ทำให้เราทำเค้กส้มได้เป๊ะ

     แล้วสูตรที่ติ๊กหยิบยกมาสาธิตนั้น บนเว็บ Pantip ขนานนามกันว่า "เค้กส้มในตำนาน" หรือ สูตรแม่สลิ่ม (ติ๊กไม่แน่ใจนะคะ ว่าต้นฉบับสูตรเป็นมาอย่างไรบ้าง แต่เห็นล่าสุดว่าเป็นเครดิตของแม่สลิ่มจ้า ผิดถูกอย่างไรก็แนะติ๊กได้นะคะ) เค้กส้มสูตรนี้ติ๊กมีดัดแปลงสูตรเล็กน้อยให้สะดวกในการทำของตนเองนะคะ เรามาดูสูตรกันค่ะ

สูตรเค้กส้มแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ เราจะมาทำเนื้อสปันจ์เค้กกันก่อน

สูตรสปันจ์เค้ก 3 ปอนด์
  1. แป้งเค้ก 100 กรัม
  2. ผงฟู 1 ช้อนชา
  3. เกลือ 1/4 ช้อนชา
  4. ไข่ไก่ทั้งฟอง (เบอร์ 2) 3 ฟอง และ ไข่ขาว 1 ฟอง (สูตรเดิมเป็นไข่เบอร์ 0 ทั้งฟอง 3 ฟอง)
  5. น้ำตาลป่น 80 กรัม
  6. นมสด 80 กรัม (สูตรเดิมจะเป็น นมข้นจืด กับ น้ำเปล่า)
  7. สารเสริม SP 15 กรัม
  8. น้ำมันทานตะวัน 80 กรัม (สูตรเดิมเป็น เนยละลายอุ่นๆ 80 กรัม)
  9. วนิลลาสกัด 1 ช้อนชา
     เหตุผลที่ติ๊กใช้น้ำมันแทนเนย เพราะว่าผสมได้ง่าย ไม่ต้องหั่นเนยแล้วนำมาละลาย ที่สำคัญถ้าเนยอยู่ในอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม เค้กอาจเป็นไตได้ ดังนั้นการใช้น้ำมันสามารถใช้ผสมได้เลยในอุณหภูมิห้อง อีกทั้งเมื่อนำเค้กไปใส่ตู้เย็น และเอาออกมาทานทันที เนื้อเค้กนุ่มมากๆ นุ่มกว่าใส่เนยละลาย แต่ก็แล้วแต่ความถนัด และความชอบของแต่ละคนนะคะ

วิธีทำสัปนจ์เค้ก
  1. นำกระดาษไขมารองที่ก้นพิมพ์ ควรทาน้ำมันบางๆ ที่ก้นและขอบพิมพ์ก่อนวางกระดาษไข
  2. ตอกไข่ทั้งหมดในชามผสม ใส่นมสด ใส่น้ำตาลป่น และปาดสารเสริม SP ที่หัวตะกร้อ
  3. ตีด้วยเครื่องตีด้วยสปีดสูงสุด จนกว่าจะเป็นเนื้อครีมข้นมากๆ เช็คโดยการนำไม้พายปาดเนื้อครีมขึ้นมา จะเห็นว่าครีมจะต้องไม่ไหลย้อยเป็นสายน้ำ จะต้องหนืดข้นติดที่ไม้พาย (ติ๊กใช้เวลาตี 8 นาที เครื่องที่ใช้เป็น Tefal 450 วัตต์)
  4. นำแป้ง ผงฟู เกลือ นำมาร่อน เทลงในชามผสม และทำการตีต่อ ด้วยความเร็วปานกลาง จนเม็ดแป้งละลายเนียนไปกับครีม (ติ๊กใช้เวลา 1 นาที เพราะถ้าตีนานมาก เวลาอบเค้กเสร็จ เค้กจะหดตัว จะทำให้เนื้อเค้กแน่น)
  5. ใส่วนิลลาสกัด กลิ่นส้มสกัด และตีด้วยความเร็วปานกลาง แค่ผสมให้เข้ากันดี
  6. ใส่น้ำมัน หรือ เนยละลาย ติ๊กแบ่งใส่ 3 รอบ ปรับสปีดเป็นสปีดต่ำสุด ตีเพียงให้เข้ากันเท่านั้น
  7. เทส่วนผสมลงในพิมพ์ ที่ได้รองกระดาษไขไว้แล้ว
  8. ทำการกระแทกพิมพ์เล็กน้อย และจากนั้นนำไม้เสียบลูกชิ้น หรือ ไม่จิ้มฟัน หรือ ส้อม นำมากรีดส่วนผสม เพื่อตัดฟองอากาศใหญ่ และทำให้เนื้อเค้กที่ได้เนียนเรียบขึ้น
  9. จากนั้นกระแทกพิมพ์อีกหน่อย แล้วนำเข้าอบไฟบนล่าง 175 องศา เป็นเวลา 30 นาที
  10. ในนาทีที่ 25 ติ๊กลองเช็คสุกด้วยไม่จิ้มไฟ หากไม่มีเป็นครีมๆ ติดมา ก็สามารถนำออกจากเตาอบได้เลย
  11. เมื่ออบเสร็จ ให้แซะขอบเค้ก เพื่อที่เราจะนำเค้กออกจากพิมพ์ นำตะแกรง หรือฐานเค้ก พร้อมกระดาษไขรองด้านหน้า ก่อนคว่ำพิมพ์ลง (กรณีที่ต้องการให้หน้าเค้กสวยนะ แต่ถ้าเราไม่ได้อวดหน้าเค้กใคร ก็ไม่ต้องใช้กระดาษไขรองก็ได้จ๊ะ)
  12. พักทิ้งเค้กให้เย็น ก่อนที่จะสไลด์เค้ก เพราะทาสไลด์เค้กตอนที่ร้อนๆ บอกเลยว่าเค้กมีสิทธิ์พัง เนื่องจากอบมาใหม่ๆ เค้กยังเซ็ตตัวยังไม่ดี จะนุ่มนิ่มมาก แตะนิดแตะหน่อยเค้กหลุดแตกพังได้ง่ายค่ะ
*** การทำเค้กส้ม ถ้าจะให้ราดซอสได้สีส้มสวยสดใส ต้องลอกหน้าเค้กด้านบนออก หรือ เมื่อสไลด์เค้กแล้ว ให้กลับด้าน เอาด้านที่เป็นเนื้อขาวๆ ขึ้นก็ได้ค่ะ (ติ๊กก็ทำบ่อย เพราะขี้เกียจลอกเปลือกผิวออกค่ะ)

***สังเกตุในคลิป ติ๊กไม่ได้ลอกหน้าเค้กโชว์ แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่าหน้าเค้กเมื่อพักทิ้งให้เย็นแล้ว เปลือกผิวเค้กด้านบน จะเหี่ยวๆ ย่นๆ เล็กน้อย ติ๊กใช้มือลอกหน้าเค้กออก คือหยิบออกเป็นแผ่นๆ เลยค่ะ ลอกง่าย ไม่ต้องใช้มีดสไลด์เลย ส่วนด้านข้างเค้ก ติ๊กไม่ทำอะไรเลยค่ะ ปล่อยทิ้งไว้ ไม่ต้องสไลด์ให้ขาวหรอกนะคะ ถ้าเราอบดีๆ เนื้อตรงขอบจะออกมาสวยงาม ไม่ไหม้ ไม่จำเป็นต้องตกแต่งแต่อย่างใด

สูตรซอสส้ม 3 ปอนด์
  1. น้ำส้มซันควิกเข้มข้น ฝาเขียว 135 กรัม
  2. น้ำเปล่า 450 กรัม
  3. น้ำตาลทราย 135 กรัม
  4. แป้งกวนไส้ 40 กรัม
  5. เนยสดเค็ม 40 กรัม
วิธีทำซอสส้ม
  1. ผสมน้ำสัม น้ำเปล่า น้ำตาล และแป้งกวนไส้ ผสมให้เข้ากัน
  2. นำไปตั้งไฟปานกลาง เคียวซอสส้มไปเรื่อยๆ จนซอสส้มจะใส และ ข้นหนืดเป็นรอยตะกร้อ ให้เคี่ยวต่ออีกนิด และปิดเตา ใส่เนยสด คนให้เข้ากันดี
  3. นำซอสส้ม ราดลงบนเค้กได้ทันที ไม่ต้องพักทิ้งไว้ให้เย็น ในการราดให้ราดแต่พอดี ถ้าเยอะไปก็จะเลอะเทอะ ปาดซอสลำบาก
  4. ซอสที่ราดบนเลเยอร์แรก ต้องปาดให้เต็ม หรือล้นได้นิดหน่อย เพราะถ้าปาดไม่เต็ม ซอสจะแหว่ง เมื่อตัดชิ้นเค้กจะเห็นว่าซอสหาย ไม่สวยค่ะ
  5. เมื่อนำเค้กมาประกอบ ซอสส้มจะไหลออกเล็กน้อย ให้เราปาดซอสส้มเก็บขอบให้เรียบเนียน ให้กลืนไปกับเนื้อเค้ก ไม่ให้เห็นเป็นร่อง เพราะเวลาเราราดซอสปกคลุมเค้กลงมาด้านข้าง จะราดได้เรียบสวยจ้า
  6. ใช้การหมุนฐานให้เป็นประโยชน์ เพราะแรงแกว่ง จะทำให้ซอสนั้นไหลเทลงมาได้ง่ายขึ้น
  7. เมื่อราดเสร็จ พักทิ้งไว้ให้ซอสเซ็ตตัว เราค่อยปาดเก็บซอสที่ล้นขอบออกมาอีกที เพราะถ้าปาดตอนร้อนๆ ไปก็ไม่มีประโยชน์ค่ะ ซอสก็ไหลออกเหมือนเดิม
  8. หลังจากเก็บงานเรียบร้อย พักทิ้งเค้กให้เย็นสนิท แล้วนำเค้กบรรจุภาชนะให้มิดชิดจ้า
ติดตามเรื่องราวในห้องครัว Ms.andMrs.Brown
https://www.facebook.com/msandmrsbrown
https://www.youtube.com/c/msandmrsbrowncooking

Preserved Pineapple

สับปะรดกวน          ด้วยที่ติ๊กอยากจะทำพายสับปะรด ก็เลยจะทำสับปะรดกวนเองเสียหน่อย เพราะไม่ได้ทำยาก แต่จะเสียเวลามากกว่า ติ๊กใช้เวลาพอคว...